<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>BuddhismAyutthaya.com</title>
	<atom:link href="http://buddhismayutthaya.com/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://buddhismayutthaya.com</link>
	<description>พระพุทธศาสนาสมัยอยุธยา – ธนบุรี</description>
	<lastBuildDate>Tue, 31 May 2011 07:48:27 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.0.5</generator>
		<item>
		<title>พระพุทธศาสนาสมัยอยุธยา-ธนบุรี (พ.ศ. ๑๘๙๓–๒๓๒๕)</title>
		<link>http://buddhismayutthaya.com/27/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9e%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%98%e0%b8%a2%e0%b8%b2-5.html</link>
		<comments>http://buddhismayutthaya.com/27/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9e%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%98%e0%b8%a2%e0%b8%b2-5.html#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 24 May 2011 10:14:25 +0000</pubDate>
		<dc:creator>dharma</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://buddhismayutthaya.com/?p=27</guid>
		<description><![CDATA[พระพุทธศาสนาสมัยอยุธยา บทสรุปนำ พระเจ้าอู่ทอง ทรงสถาปนากรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีแห่งสยามประเทศ เมื่อวันที่ ๓ เมษายน พ.ศ. ๑๘๙๓ ซึ่งขณะนั้น อาณาจักรสุโขทัยเริ่มเสื่อมอำนาจลงและในที่สุดได้เป็น เมืองขึ้นของอยุธยาในปี พ.ศ. ๑๙๒๑ บริเวณที่ตั้งกรุงศรีอยุธยาสมัยนี้ เดิมมีเมืองโบราณตั้งอยู่ ก่อนแล้วหลายเมือง เช่นเมือง อโยธยา และเมืองเสนาราชนคร ซึ่งตั้งขึ้นในสมัยขอมเป็นใหญ่ ต่อมา ในสมัยพระเจ้าอู่ทองยกทัพเข้ามายึดครองและสร้างนครขึ้นมาใหม่บนแหลม โดยมีความ ประสงค์เอาแม่น้ำสามสายเป็นคูเมืองตามธรรมชาติ นี่คือที่ตั้งพระนครศรีอยุธยาเป็นราชธานีอยู่ นานกว่า ๔ ศตวรรษ กรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีของไทยอยู่นานถึง ๔๑๗ ปี (พ.ศ. ๑๘๙๓ ถึง พ.ศ. ๒๓๑๐) โดยถูกพม่ารุกรานตีแตกตกเป็นเมืองขึ้นถึง ๒ ครั้ง คือครั้งแรก เมื่อ พ.ศ. ๒๑๑๒ และครั้งที่ ๒ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๑๐ ซึ่งได้รับความเสียหายยับเยินเกินที่จะได้รับการบูรณะเป็นราชธานีขึ้นมาอีกได้ พระเจ้าตากสินจึงทรงย้ายราชธานีไปตั้งอยู่ที่กรุงธนบุรี ตลอดระยะเวลา ๔๑๗ ปีที่กรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีของไทยนั้น มีพระมหากษัตริย์ &#8230; <a class="read-excerpt" href="http://buddhismayutthaya.com/27/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9e%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%98%e0%b8%a2%e0%b8%b2-5.html">Continue reading <span class="meta-nav">&#187;</span></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<h2><a href="http://buddhismayutthaya.com/wp-content/uploads/2011/05/NORMAL1.jpg"><img class="aligncenter size-medium wp-image-41" src="http://buddhismayutthaya.com/wp-content/uploads/2011/05/NORMAL1-207x300.jpg" alt="" width="207" height="300" /></a></h2>
<h2>พระพุทธศาสนาสมัยอยุธยา</h2>
<h3>บทสรุปนำ</h3>
<h2>พระเจ้าอู่ทอง ทรงสถาปนากรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีแห่งสยามประเทศ เมื่อวันที่ ๓</h2>
<p>เมษายน พ.ศ. ๑๘๙๓ ซึ่งขณะนั้น อาณาจักรสุโขทัยเริ่มเสื่อมอำนาจลงและในที่สุดได้เป็น<br />
เมืองขึ้นของอยุธยาในปี พ.ศ. ๑๙๒๑ บริเวณที่ตั้งกรุงศรีอยุธยาสมัยนี้ เดิมมีเมืองโบราณตั้งอยู่<br />
ก่อนแล้วหลายเมือง เช่นเมือง อโยธยา และเมืองเสนาราชนคร ซึ่งตั้งขึ้นในสมัยขอมเป็นใหญ่<br />
ต่อมา ในสมัยพระเจ้าอู่ทองยกทัพเข้ามายึดครองและสร้างนครขึ้นมาใหม่บนแหลม โดยมีความ<br />
ประสงค์เอาแม่น้ำสามสายเป็นคูเมืองตามธรรมชาติ นี่คือที่ตั้งพระนครศรีอยุธยาเป็นราชธานีอยู่<br />
นานกว่า ๔ ศตวรรษ<br />
กรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีของไทยอยู่นานถึง ๔๑๗ ปี (พ.ศ. ๑๘๙๓ ถึง พ.ศ. ๒๓๑๐)<br />
โดยถูกพม่ารุกรานตีแตกตกเป็นเมืองขึ้นถึง ๒ ครั้ง คือครั้งแรก เมื่อ พ.ศ. ๒๑๑๒ และครั้งที่ ๒<br />
เมื่อ พ.ศ. ๒๓๑๐ ซึ่งได้รับความเสียหายยับเยินเกินที่จะได้รับการบูรณะเป็นราชธานีขึ้นมาอีกได้<br />
พระเจ้าตากสินจึงทรงย้ายราชธานีไปตั้งอยู่ที่กรุงธนบุรี<span id="more-27"></span><br />
ตลอดระยะเวลา ๔๑๗ ปีที่กรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีของไทยนั้น มีพระมหากษัตริย์ ๕<br />
ราชวงส์ทรงครองราชย์สืบต่อกันนับได้ ๓๓ พระองค์ และไม่มีกษัตริย์พระองค์ใดเลยที่ไม่นับถือ<br />
พระพุทธศาสนา ทุกพระองค์ล้วนเป็นพุทธมามกะและทรงเป็นองค์อัครพุทธศาสนูปถัมภกทั้งสิ้น<br />
บางพระองค์นอกจากจะทรงเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาแล้ว ยังสนพระทัยเป็นพิเศษในด้าน<br />
การศึกษาและปฏิบัติตามหลักพระพุทธศาสนาอย่างเคร่งครัด เช่น สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ<br />
สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ สมเด็จพระเจ้าทรงธรรม และสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ เป็นต้น</p>
<p>ทางฝ่ายประชาชนทั่วไปก็เลื่อมใสและสนใจในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก ได้ช่วยกัน<br />
อุปถัมภ์ทำนุบำรุงวัดวาอารามศาสนสถานและศาสนวัตถุทางพระพุทธศาสนาอย่างจริงจัง โดยวัด<br />
และพระสงฆ์เป็นที่รวมใจของชาวไทยสมัยอยุธยา วัดเป็นศูนย์กลางชุมชน เป็นสโมสร เป็นศาล<br />
เป็นโรงพยาบาล เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ เป็นโรงเรียนแหล่งศึกษาเรียนรู้วิชาการต่างๆ และเป็น<br />
ศูนย์รวมบ่อเกิดศิลปวัฒนธรรมขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามของไทยต่างๆ อีกมากมาย<br />
ในสมัยอยุธยา มีประเพณีการบวชเรียนสำหรับชายไทยเกิดขึ้น โดยถือว่าการบวชเป็น<br />
พระภิกษุในพระพุทธศาสนาชั่วระยะหนึ่งเป็นกิจสำคัญของชายไทยทุกคนเมื่ออายุครบ ๒๐ ปี<br />
บริบูรณ์ ทั้งนี้เพื่อจะได้มีโอกาสศึกษาเล่าเรียนหลักพระธรรมวินัยอันเป็นคำสั่งสอนของ<br />
พระพุทธเจ้าและนำมาประพฤติปฏิบัติในชีวิตการครองเรือนภายหลังจากพ้นระยะเวลาการครอง<br />
เพศเป็นพระภิกษุแล้ว และเพื่อทดแทนพระคุณบิดามารดาตามที่ถือสืบๆ กันมาว่าการบวชเป็น<br />
พระภิกษุเป็นการทดแทนคุณบิดามารดาประการหนึ่ง<br />
ในรัชกาลพระรามาธิบดีที่ ๒ ทรงหล่อพระพุทธรูปสูงใหญ่ชื่อ พระศรีสรรเพชญ์ ด้วย<br />
ทองคำหนัก ๕๓,๐๐๐ ชั่ง แล้วหุ้มด้วยทองคำอีก ๒๘๖ ชั่ง หรือ ๒๒,๘๘๐ บาท หลังจากสิ้น<br />
รัชกาลพระรามาธิบดีที่ ๒ พระพุทธศาสนาก็ได้รับการอุปถัมภ์จากพระมหากษัตริย์เรื่อยมา<br />
จนกระทั่งถึงรัชกาลของสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม กษัตริย์องค์ที่ ๒๑ แห่งกรุงศรีอยุธยา ซึ่งทรง<br />
ครองราชย์ในปี พ.ศ. ๒๑๕๓ ก่อนเสวยราชสมบัติพระองค์เคยออกผนวช ทรงเป็นผู้รอบรู้ใน<br />
พระไตรปิฎก ต่อมาเมื่อเป็นพระเจ้าแผ่นดินแล้วได้เสด็จลงพระที่นั่งจอมทองสามหลัง เพื่อสอน<br />
พระบาลีแก่ภิกษุสามเณรทุกวัน มีพระภิกษุสามเณรไปเรียนกันจำนวนมาก ในสมัยของพระองค์<br />
มีการส่งพระภิกษุไปเรียนที่ลังกาด้วย การพระพุทธศาสนาในสมัยกรุงศรีอยุธยานั้น โดย<br />
ภาพรวมมุ่งแต่เรื่องการบุญการกุศล บำรุงพระสงฆ์ สร้างวัด ปูชนียสถาน ปูชนียวัตถุ พิธีกรรม<br />
งานฉลอง และงานนมัสการ เช่นการไหว้พระธาตุ ไหว้พระพุทธบาท เป็นต้น<br />
อยุธยาเป็นเมืองที่อุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหาร ดังคำกล่าวว่า ในน้ำมีปลา ใน<br />
นามีข้าว ทั่วทั้งจังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีวัดวาอาราม ปราสาท พระราชวัง ปูชนียสถาน<br />
และปูชนียวัตถุมากมาย จึงกล่าวได้ว่า ในสมัยอยุธยาเป็นราชธานีของไทย พระพุทธศาสนาฝ่าย<br />
เถรวาทแบบลังกาวงศ์ยังคงเจริญรุ่งเรืองอยู่ พระมหากษัตริย์หลายพระองค์ทรงเลื่อมใสใน<br />
พระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก มีการแต่งหนังสือเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาเป็นจำนวนมากหลาย<br />
ฉบับหลายสำนวน เช่น มหาชาติคำหลวง กาพย์มหาชาติ นันโทปนันทสูตร พระมาลัยคำหลวง<br />
และปุณโณวาทคำฉันท์ เป็นต้น<br />
ในสมัยอยุธยานี้ ชาติตะวันตกเข้ามาล่าอาณานิคมในแถบเอเชีย ประเทศต่างๆ ตกเป็น<br />
เมืองขึ้นโดยมาก แต่ไทยรอดพ้นมาได้ทั้งด้านอาณาจักรและศาสนจักรด้วยพระปรีชาสามารถของ</p>
<p>กษัตริย์อยุธยาในแต่ละสมัย ในปลายสมัยอยุธยธา ปรากฏว่า สังคมไทยมีความเชื่อหมกมุ่นใน<br />
โชคลางและไสยศาสตร์มาก ซึ่งแสดงถึงความไม่สงบของเหตุการณ์บ้านเมือง ต่อมา กรุงศรี<br />
อยุธยาก็เสียเอกราชให้แก่ประเทศพม่า ในปี พ.ศ. ๒๓๑๐<br />
พระพุทธศาสนาในสมัยอยุธยานั้นได้รับอิทธิพลของพราหมณ์เข้ามามาก คือมีความเป็น<br />
ฮินดูปนอยู่ค่อนข้างมาก พิธีกรรมต่างๆ ได้ปะปนพิธีของพราหมณ์เน้นความขลังความศักดิ์สิทธิ์<br />
และอิทธิปาฏิหาริย์มีเรื่องไสยศาสตร์เข้ามาปะปนมากกว่าที่ใดๆ ราษฎรอยุธยามุ่งในเรื่องการบุญ<br />
การกุศล สร้างวัดวาอาราม สร้างปูชนียวัตถุ บำรุงศาสนาเป็นส่วนมาก ในสมัยอยุธยาต้อง<br />
ประสบกับภาวะสงครามกับพม่า จนเกิดภาวะวิกฤตทางศาสนาหลายครั้ง<br />
เนื่องจากสมัยอยุธยาเป็นราชธานีนั้นมีระยะเวลาอันยาวนานถึง ๔๑๗ ปี พระมหา<br />
กษัตริย์ผู้ครองราชย์ก็มีจำนวนถึง ๓๓ พระองค์ และแต่ละพระองค์ก็ทรงให้ความอุปถัมภ์ทำนุ<br />
บำรุงส่งเสริมพระพุทธศาสนาเป็นอย่างดี ดังนั้น ในการนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา<br />
สมัยอยุธยา จึงกำหนดแบ่งเป็น ๔ ยุคสมัย ดังต่อไปนี้</p>
<h2>พระพุทธศาสนาสมัยอยุธยายุคแรก (พ.ศ. ๑๘๙๓ – ๑๙๙๑)</h2>
<p>ในรัชสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ หรือพระเจ้าอู่ทอง ภายหลังจากที่ทรงสร้าง<br />
พระนครศรีอยุธยาเมื่อ พ.ศ. ๑๘๙๓ แล้ว ต่อมาอีก ๓ ปี คือ พ.ศ. ๑๘๙๖ ได้ทรงสร้างวัดสำคัญ<br />
ขึ้นวัดหนึ่งชื่อว่า วัดพุทไธศวรรย์ ณ ตำบลเวียงเหล็ก เป็นวัดแห่งแรกของอยุธยา สถานที่สร้าง<br />
นั้นเคยเป็นที่ตั้งพลับพลาก่อนสร้างพระนคร พระพุทธเจดีย์ที่สำคัญของวัดนี้คือพระปรางค์องค์<br />
ใหญ่ พระวิหาร พระพุทธรูปตามระเบียงคดซึ่งทำด้วยศิลา และกุฏิสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์<br />
ซึ่งเป็นอธิบดีสงฆ์ฝ่ายคันถธุระตำแหน่งพระสังฆราชฝ่ายซ้ายในสมัยนั้น วัดพุทไธศวรรย์นี้เป็น<br />
สถานที่ประสิทธิประสาทสรรพวิชาการพิชัยสงครามตลอดสมัยอยุธยา โดยแม่ทัพนายกอง<br />
ส่วนมากได้รับการศึกษาอบรมจากวัดแห่งนี้ ต่อมาอีก ๔ ปี คือ พ.ศ. ๑๙๐๐ ปลายสมัยแผ่นดิน<br />
พระองค์ได้ทรงสร้างวัดขึ้นอีกวัดหนึ่งชื่อว่า วัดเจ้าพญาไท (บางแห่งเขียนว่า วัดเจ้าพระยาไทย)<br />
คือวัดใหญ่ชัยมงคลในปัจจุบัน ทรงสร้างถวายคณะสงฆ์ที่ไปเรียนหลักพระพุทธศาสนามาจาก<br />
ประเทศศรีลังกา ในสำนักพระวันรัตน์ แปลว่าป่าแก้ว คณะสงฆ์คณะนี้จึงได้นามอีกอย่างหนึ่งว่า<br />
คณะป่าแก้ว และวัดที่อยู่ก็เรียกว่าวัดป่าแก้วสืบมา คณะสงฆ์คณะนี้สนใจปฏิบัติในวิปัสสนาธุระ<br />
เมื่อมีพุทธบริษัทเป็นคณะมากขึ้น พระเจ้าอู่ทองจึงทรงสถาปนาอธิบดีสงฆ์ฝ่ายวิปัสสนาธุระนี้เป็น<br />
สมเด็จพระวันรัตน์ (ปัจจุบันเขียนว่า สมเด็จพระวันรัต) ตำแหน่งพระสังฆราชฝ่ายขวา ในสมัยนั้น<br />
เรียกพระสงฆ์ว่าเจ้าไท วัดนี้จึงเรียกกันว่า วัดเจ้าพญาไท ซึ่งหมายถึงพระสังฆราชนั่นเอง</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://buddhismayutthaya.com/27/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9e%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%98%e0%b8%a2%e0%b8%b2-5.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>พระพุทธศาสนาสมัยอยุธยายุคแรก (พ.ศ. ๑๘๙๓ – ๑๙๙๑)/ต่อ</title>
		<link>http://buddhismayutthaya.com/30/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9e%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%98%e0%b8%a2%e0%b8%b2-6.html</link>
		<comments>http://buddhismayutthaya.com/30/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9e%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%98%e0%b8%a2%e0%b8%b2-6.html#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 24 May 2011 10:19:54 +0000</pubDate>
		<dc:creator>dharma</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://buddhismayutthaya.com/?p=30</guid>
		<description><![CDATA[ต่อมาสมัยขุนหลวงพะงั่ว หรือสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑ (พ.ศ. ๑๙๑๓-๑๙๓๑) ทรงได้เมืองสุโขทัยเป็นเมืองขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๑๙๒๑ ทรงสร้างวัดมหาธาตุขึ้นที่อยุธยา และสถาปนา พระธาตุสูงเส้นเศษ (แต่บางตำนานกล่าวว่า พระราเมศวรทรงสร้าง พงศาวดารฉบับหลวง ประเสริฐกล่าวว่า สร้างสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชนี้แหละ พระราเมศวรคงบูรณะหรือสร้าง ต่อมาจนสำเร็จ) สมัยนั้นเป็นธรรมเนียมของเมืองหลวงหรือเมืองลูกหลวงจะต้องสร้างวัดประดับ พระนคร ๓ วัด คือ วัดมหาธาตุ วัดราชบูรณะ และวัดราชประดิษฐาน โดยวัดมหาธาตุนั้นต้องมี พระบรมธาตุเป็นหลักสำคัญของวัดซึ่งจะพบวัดมหาธาตุนี้ในเมืองเก่าที่สำคัญเกือบทุกเมืองของ อาณาจักรไทย และวัดมหาธาตุในสมัยอยุธยานี้มีฐานะสำคัญมากเพราะเป็นวัดที่ประทับของ สมเด็จพระสังฆราชมาทุกรัชกาล เมื่อสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑ สวรรคตแล้ว พระราเมศวรเสด็จมาจากลพบุรี ได้ทรงปลงพระชนม์เจ้าทองลัน หรือทองจันทร์ ซึ่งเป็นราชโอรสของสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑ ขึ้นครองราชย์ เมื่อ พ.ศ. ๑๙๓๑ ทรงครองราชย์อยู่ ๗ ปี ก็สวรรคตเมื่อปี พ.ศ. ๑๙๓๘ อย่างไรก็ ตาม ในรัชสมัยของกษัตริย์พระองค์นี้ ก็ได้ทรงสร้างวัดไว้ในพระพุทธศาสนา ๒ วัดใหญ่ด้วยกัน &#8230; <a class="read-excerpt" href="http://buddhismayutthaya.com/30/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9e%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%98%e0%b8%a2%e0%b8%b2-6.html">Continue reading <span class="meta-nav">&#187;</span></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ต่อมาสมัยขุนหลวงพะงั่ว หรือสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑ (พ.ศ. ๑๙๑๓-๑๙๓๑)<br />
ทรงได้เมืองสุโขทัยเป็นเมืองขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๑๙๒๑ ทรงสร้างวัดมหาธาตุขึ้นที่อยุธยา และสถาปนา<br />
พระธาตุสูงเส้นเศษ (แต่บางตำนานกล่าวว่า พระราเมศวรทรงสร้าง พงศาวดารฉบับหลวง<br />
ประเสริฐกล่าวว่า สร้างสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชนี้แหละ พระราเมศวรคงบูรณะหรือสร้าง<br />
ต่อมาจนสำเร็จ) สมัยนั้นเป็นธรรมเนียมของเมืองหลวงหรือเมืองลูกหลวงจะต้องสร้างวัดประดับ<br />
พระนคร ๓ วัด คือ วัดมหาธาตุ วัดราชบูรณะ และวัดราชประดิษฐาน โดยวัดมหาธาตุนั้นต้องมี<br />
พระบรมธาตุเป็นหลักสำคัญของวัดซึ่งจะพบวัดมหาธาตุนี้ในเมืองเก่าที่สำคัญเกือบทุกเมืองของ<br />
อาณาจักรไทย และวัดมหาธาตุในสมัยอยุธยานี้มีฐานะสำคัญมากเพราะเป็นวัดที่ประทับของ<br />
สมเด็จพระสังฆราชมาทุกรัชกาล<br />
เมื่อสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑ สวรรคตแล้ว พระราเมศวรเสด็จมาจากลพบุรี ได้<span id="more-30"></span>ทรงปลงพระชนม์เจ้าทองลัน หรือทองจันทร์ ซึ่งเป็นราชโอรสของสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑<br />
ขึ้นครองราชย์ เมื่อ พ.ศ. ๑๙๓๑ ทรงครองราชย์อยู่ ๗ ปี ก็สวรรคตเมื่อปี พ.ศ. ๑๙๓๘ อย่างไรก็<br />
ตาม ในรัชสมัยของกษัตริย์พระองค์นี้ ก็ได้ทรงสร้างวัดไว้ในพระพุทธศาสนา ๒ วัดใหญ่ด้วยกัน<br />
คือ วัดพระราม และวัดภูเขาทอง โดยทรงสร้างวัดพระรามตรงสถานที่ถวายพระเพลิงพระบรม<br />
ชนก คือ พระเจ้าอู่ทอง ริมบึงหน้าพระราชวัง ปัจจุบันยังมีซากพระปรางค์และวิหารเหลืออยู่ และ<br />
ทรงสร้างวัดภูเขาทองไว้ภายนอกพระนครออกไป<br />
ส่วนกษัตริย์ที่ทรงสร้างวัดราชบูรณะนั้นคือ สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๒ (พ.ศ.<br />
๑๙๖๗-๑๙๙๑) หรือเจ้าสามพระยา ผู้ทรงปิดฉากความเจริญรุ่งเรืองแห่งจักรวรรดิขอมหรือเขมร<br />
เพราะทรงสามารถบุกไปตีนครธมของเขมรแตก จึงเป็นอันว่าจักรวรดิขอมได้สิ้นสุดลงเพราะน้ำ<br />
พระหัตถ์ของกษัตริย์ไทยพระองค์นี้ โดยพระองค์ได้ทรงสร้างวัดราชบูรณะขึ้นตรงสถานที่ถวาย<br />
พระเพลิงพระเชษฐาทั้งสองพระองค์ คือ เจ้าอ้ายพระยา และเจ้ายี่พระยา วัดราชบูรณะนี้อยู่ติด<br />
กับวัดมหาธาตุ กล่าวกันว่าวัดทั้งสองนี้เป็นวัดที่พระมหากษัตริย์ในสมัยอยุธยาเสด็จไปถวายผ้า<br />
พระกฐินแด่พระสงฆ์เป็นประจำทุกปี</p>
<h2>พระพุทธศาสนาสมัยอยุธยายุคที่ ๒ (พ.ศ. ๑๙๙๑ – พ.ศ. ๒๑๗๓)</h2>
<p>ยุคนี้นับเป็นยุคที่พระพุทธศาสนาเจริญสูงสุด เริ่มที่สมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ<br />
ซึ่งทรงครองราชย์ระหว่างปี พ.ศ. ๑๙๙๑-๒๐๓๑ พระองค์ทรงปกครองบ้านเมืองด้วยความสงบ<br />
ร่มเย็น ทรงทำนุบำรุงส่งเสริมพระพุทธศาสนาอย่างต่อเนื่อง ทรงสร้างและบูรณะวัดต่างๆเป็น<br />
จำนวนมากในปี พ.ศ. ๒๐๐๘ (บ้างว่าเมื่อ พ.ศ. ๑๙๙๘) พระองค์เสด็จผนวชเป็นเวลา ๘ เดือน มี<br />
ข้าราชการและบรมวงศานุวงศ์ออกบวชตามมากถึง ๒,๓๘๘ คน ซึ่งเป็นประดุจดั่งการออกบวช</p>
<p>ของพระบรมโพธิสัตว์ทั้งหลายในอดีต และทรงให้พระราชโอรสกับพระราชนัดดาผนวชเป็น<br />
สามเณรด้วย สันนิษฐานว่าเป็นจุดเริ่มต้นของประเพณีบวชเรียนของเจ้านายและข้าราชการ<br />
พระองค์ทรงโปรดได้มีการประชุมราชบัณฑิตรจนาหนังสือมหาชาติคำหลวง ในปี พ.ศ. ๒๐๒๕<br />
ข้อแตกต่างระหว่างพระพุทธศาสนาสมัยอยุธยายุคแรกกับยุคที่สองนี้แตกต่างเพราะ<br />
ศิลปะ คือ ในยุคแรก นิยมสร้างพระปรางค์กันมาก แต่ในยุคที่สองนี้หันเปลี่ยนมาสร้างสถูปแบบ<br />
ลอมฟางหรือแบบลังกากันมาก ในยุคแรกพระพุทธรูปมีอิทธิพลของลพบุรีและอู่ทองมาก ในยุค<br />
นี้อิทธิพลศิลปะสุโขทัยเข้ามาแทนที่ ทั้งนี้เพราะเหตุว่าสมเด็จพระเจ้าบรมไตรโลกนาถนั้นทรงมี<br />
พระราชมารดาเป็นเจ้าหญิงผู้มีศักดิ์ของสุโขทัย พระองค์ได้เสด็จขึ้นไปประทับที่หัวเมืองเหนือแต่<br />
ยังทรงพระเยาว์ ทรงคุ้นเคยกับศิลปะแบบสุโขทัยมาก ครั้งเมือเสวยราชย์แล้ว ความจำเป็นทาง<br />
การเมืองบังคับให้พระองค์ต้องเสด็จขึ้นไปประทับเมืองพิษณุโลกเป็นระยะติดต่อกันหลายปี ทั้งนี้<br />
เพื่อรับศึกกับทางเชียงใหม่ ฝ่ายทางพระนครศรีอยุธยานั้นโปรดให้พระราชโอรสองค์ใหญ่ คือ<br />
พระบรมราชา ปกครอง<br />
สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถได้ทรงอุทิศพระราชวังเดิมซึ่งสร้างมาแต่ครั้งพระเจ้าอู่ทองให้<br />
เป็นวัด แล้วย้ายพระราชวังไปติดอยู่ทางริมน้ำ วัดที่ว่านี้อยู่เขตกำแพงวัง ไม่มีเขตสังฆาวาส<br />
สำหรับให้พระสงฆ์อยู่ มีแต่เขตพุทธาวาสอย่างวัดพระแก้ว (วัดพระศรีรัตนศาสดาราม) ใน<br />
กรุงเทพมหานคร เรียกว่าวัดพระศรีสรรเพ็ชญ์ ทรงหล่อรูปพระโพธิสัตว์ ๕๐๐ชาติไว้ในวัดนี้<br />
ปัจจุบันยังเหลืออยู่สอง-สามรูป แล้วทรงนิพนธ์มหาชาติคำหลวงสำหรับใช้เทศนาตามวัด จึง<br />
เกิดร่ายมหาชาติขึ้นครั้งแรก ความจริงประเพณีฟังเทศน์มหาชาติมีมาแต่ครั้งสุโขทัยแล้ว แต่ยัง<br />
ไม่มีหนังสือคำเทศน์ฉบับหลวง เพิ่งจะมีขึ้นในครั้งนี้ มูลเหตุที่คนไทยนิยมฟังเทศน์มหาชาติ ก็<br />
เพราะอิทธิพลในหนังสือมาลัยสูตร ซึ่งแสดงว่าพระศรีอริยเมตไตรย์ (พระโพธิสัตว์ที่จะมาตรัสรู้<br />
เป็นพระพุทธเจ้าพระองค์ต่อไป) ตรัสบอกผ่านพระมาลัยเทวเถระว่า ผู้ใดปรารถนาไปเกิดทัน<br />
ศาสนาของพระองค์ต้องฟังเทศน์มหาชาติให้จบ ๑๓ กัณฑ์ในวันเดียวกัน และบูชาด้วยธูป เทียน<br />
ดอกบัวอย่างละพัน<br />
สมเด็จพระบรมไตโลกนาถ ทรงมีพระราชศรัทธาเลื่อมใสในคณะสงฆ์ที่สืบเนื่องมาจาก<br />
สำนักของพระวันรัตน์ วัดป่าแก้ว หรือวัดเจ้าพญาไท สงฆ์คณะนี้สืบเนื่องมาจากสำนักพระวันรัตน์<br />
แห่งประเทศศรีลังกา ดังนั้น เมื่อพระองค์เสด็จขึ้นไปเสวยราชย์ ณ เมืองพิษณุโลก เมื่อ พ.ศ.<br />
๒๐๐๖ และต่อมาอีก ๒ ปี คือ เมื่อ พ.ศ. ๒๐๐๘ ทรงมีพระราชศรัทธาจะอุปสมบทใน<br />
พระพุทธศาสนา เนื่องจากครั้งทรงพระเยาว์พระองค์ได้ทรงศึกษาขนบธรรมเนียมในสมัยสุโขทัย<br />
เป็นอย่างดี จึงทรงทราบราชประเพณีของกษัตริย์สุโขทัยอย่างถี่ถ้วน ทรงประสงค์จะเอาอย่าง<br />
สุโขทัยสมัยพระมหาธรรมราชาลิไททรงผนวช จึงโปรดให้พระราชโอรสเป็นหัวหน้าคณะทูตไป</p>
<p>นิมนต์พระมหาสวามีสังฆราชลังกามาเป็นพระอุปัชฌาย์ ทรงบูรณะวัดจุฬามณีที่พิษณุโลก<br />
เรียบร้อยแล้วเสด็จออกผนวชพร้อมด้วยพระราชโอรส พระราชนัดดา และข้าราชบริพาร รวม<br />
ทั้งหมด ๒,๓๘๘ รูป นับเป็นการอุปสมบทที่มีการจัดพิธีมโหฬารยิ่ง ในการนี้ พระเจ้าติโลกราช<br />
แห่งอาณาจักรล้านนาเชียงใหม่ พระเจ้ากรุงหงสาวดีแห่งพม่า และพระเจ้ากรุงลานช้างได้ทรงแต่ง<br />
ราชทูตส่งสมณบริขารมาถวาย เพื่อร่วมอนุโมทนาในพระราชกุศลครั้งนี้ด้วย พระองค์ทรงผนวช<br />
อยู่ ๘ เดือน กับ ๑๕ วัน ทรงลาผนวชเพราะพระราชโอรสและข้าราชบริพารทูลให้ลาผนวชเพื่อ<br />
ครองราชย์ต่อไป เมื่อทรงลาผนวชแล้ว ทรงได้ช้างเผือกมาสู่พระบารมี นับเป็นช้างเผือกเชือกแรก<br />
สำหรับพระเจ้าแผ่นดินที่กล่าวถึงในสมัยอยุธยา<br />
สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงครองราชย์สมบัติอยู่ที่กรุงศรีอยุธยา ๑๕ ปี ที่พิษณุโลก<br />
๒๕ ปี รวม ๔๐ ปี สวรรคตที่เมืองพิษณุโลก เมื่อ พ.ศ. ๒๐๓๑ ขณะพระชนมายุ ๕๗ พรรษา และ<br />
พระบรมราชา ราชโอรสองค์ใหญ่ขึ้นเสวยราชย์ เฉลิมพระนามว่า สมเด็จพระบรมราชาธิราช อยู่<br />
ในราชสมบัติเพียง ๓ ปี สวรรคตเมื่อ พ.ศ. ๒๐๓๔ พระมหาอุปราชา ราชอนุชาได้ครองราชย์<br />
สมบัติต่อมา เฉลิมพระนามว่า สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒<br />
สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ เป็นพระราชโอรสของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ประสูติ<br />
และทรงพระเจริญ ณ เมืองพิษณุโลก เสวยราชย์เป็นกษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา เมื่อ พ.ศ. ๒๐๓๔<br />
พระองค์ได้ทรงสร้างพระสถูปแบบลังกาสูงเส้นเศษ ๒ องค์ ในวัดพระศรีสรรเพ็ชญ์ ทรงอุทิศให้<br />
พระบรมชนก (สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ) และพระเชษฐาธิราช (สมเด็จพระบรมราชาธิราช)<br />
และได้ทรงหล่อพระพุทธรูปยืน หนักด้วยโลหะต่างๆ ๕ หมื่นกว่าชั่ง หล่อแล้วแผ่ทองคำหุ้มหนัก<br />
๒๐๐ กว่าชั่ง เป็นพระยืนสูง ๘ วา พระอุระกว้าง ๑๑ ศอก พระพักตร์ยาว ๔ ศอก ใช้เวลาหล่อ<br />
และตบแต่ง ๓ ปีจึงแล้วเสร็จ ทรงถวายพระนามว่า พระศรีสรรเพ็ชญ์ และประดิษฐานไว้ ณ<br />
วัดพระศรีสรรเพ็ชญ์ นับว่าเป็นพระทององค์ใหญ่ที่สุดในโลก<br />
สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ มีรัชสมัยอันยืดยาวที่สุดในบรรดากษัตริย์แห่งกรุงอยุธยา คือ<br />
เสวยราชย์กว่า ๔๐ ปี บ้านเมืองสงบเรียบร้อย เศรษฐกิจก็เจริญ เป็นเหตุให้ทรงมั่งมี จนสามารถ<br />
หล่อพระพุทธรูปทองคำขนาดใหญ่นี้ และได้รับยกย่องจาราษฎรว่า พระพันวรรษา กล่าวกันว่า<br />
วรรณคดีพื้นบ้านเรื่องขุนช้าง-ขุนแผน น่าจะเป็นเรื่องเกิดขึ้นในรัชสมัยนี้ แต่นักกวีเอามาแต่งใน<br />
ต้นสมัยรัตนโกสินทร์ภายหลัง ศิลปะพระเจดีย์ในสมัยนี้เราดูได้จากสถูปในวัดพระศรีสรรเพ็ชญ์<br />
สำหรับองค์พระศรีสรรเพ็ชญ์นั้นได้รับอันตรายอันเนื่องมาจากสงครามเมื่อคราวพม่าตีกรุงศรี<br />
อยุธยาแตกครั้งที่ ๒ ใน พ.ศ. ๒๓๑๐ กล่าวกันว่า ทหารพม่าเอาไฟสุมลอกเอาทองไปหมด แต่ถึง<br />
กระนั้น เราก็ยังหาตัวอย่างดูได้จากพระพุทธรูปใหญ่อีกองค์หนึ่งคือ พระโลกนาถ ซึ่งหล่อในสมัย<br />
พระเจ้าบรมราชาหน่อพุทธางกูร ราชโอรสของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ พระโลกนาถนี้สูง ๕ วา</p>
<p>เป็นพระยืนเหมือนกัน เดิมอยู่ที่วัดพระศรีสรรเพ็ชญ์ แต่ปัจจุบันนี้อยู่ในวิหารมุขตะวันออก วัด<br />
พระเชตุพนวิมลมังคลาราม กรุงเทพมหานคร หลังจากสิ้นรัชสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ แล้ว<br />
การพระพุทธศาสนาในสมัยอยุธยาก็อยู่ในฐานะทรงตัว ไม่เจริญรุ่งเรืองขึ้น ทั้งนี้อาจเป็นเพราะ<br />
การสงครามและเรื่องเศรษฐกิจเป็นสาเหตุสำคัญ<br />
สงครามนั้นนับแต่รัชสมัยของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ พ.ศ. ๒๐๙๑ ถึงแผ่นดินสมเด็จ<br />
พระนเรศวรมหาราช ซึ่งเริ่มเมื่อ พ.ศ. ๒๑๓๓ และไปสิ้นรัชกาล เมื่อ พ.ศ. ๒๑๔๘ ในช่วงระยะนี้<br />
ไทยต้องทำศึกกับพม่าบ้าง เขมรบ้าง ถึง ๑๗ ครั้ง สมเด็จพระนเรศวรมหาราชเอง ทรงสนพระทัย<br />
แต่กับเรื่องการสงคราม การกอบกู้อิสรภาพและการรักษาชาติไทยให้พ้นจากศัตรูจนไม่สามารถจะ<br />
ทรงแบ่งเวลามาทางพระพุทธศาสนาได้ พระองค์ไม่ทรงมีเวลาแม้แต่จะมีพระอัครมเหสี ไม่<br />
ปรากฏว่าพระองค์ทรงมีพระโอรส-ธิดา มีแต่พระสนมที่ชื่อว่าเจ้าขรัวมณีจันทร์ นับว่าพระองค์<br />
ทรงอุบัติมาเป็นกษัตริย์ชาตินักรบโดยแท้ แต่ถึงกระนั้น สมเด็จพระนเรศวรมหาราชเมื่อชนช้าง<br />
ชนะพระมหาอุปราชแห่งพม่าแล้ว ได้ทรงสร้างพระเจดีย์ใหญ่ฉลองเป็นที่ระลึกในชัยชนะครั้งนั้น<br />
ไว้ที่วัดเจ้าพญาไท เป็นพระเจดีย์แบบทรงลังกาสูงเส้นเศษ ทรงได้แบบอย่างจากการที่พระเจ้า<br />
ทุฏฐคามินีอภัยแห่งลังกาชนช้างชนะพระยาเอฬารทมิฬแล้วสร้างพระสถูปใหญ่ฉลองชัย<br />
เมื่อสมเด็จพระนเรศวรมหาราชสวรรคตแล้ว พระราชอนุชาได้เสวยราชย์เฉลิมพระนาม<br />
ว่า สมเด็จพระเอกาทศรถ สืบลำดับมา เมื่อถวายพระเพลิงพระเชษฐาธิราชแล้ว พระองค์ได้<br />
ทรงสร้างวัดวรเชษฐาราม ขึ้นในที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพพระเชษฐาธิราชเพื่ออนุสรณ์ถึง<br />
สมเด็จพระนเรศวรมหาราช นอกจากนี้ได้ทรงสร้างพระพุทธรูปสนองพระองค์พระนเรศวร<br />
เพราะในเวลานั้นยังไม่นิยมการปั้นหรือหล่อพระบรมรูปไว้สักการบูชาเหมือนอย่างสมัยปัจจุบันนี้<br />
จึงต้องสร้างพระพุทธรูปแทนพระองค์ไว้ให้คนสักการบูชา ผลที่ได้จากพระวีรกรรมของสมเด็จ<br />
พระเรศวรมหาราชและพระอนุชาทั้งสองนี้ได้คุ้มครองเมืองไทยให้ปลอดจากศึกพม่าตั้งหลายร้อย<br />
ปี เมื่อสมเด็จพระเอกาทศรถสวรรคต พระโอรสได้เสวยราชย์ต่อมา<br />
การพระพุทธศาสนาในสมัยกรุงศรีอยุธยามาเจริญกระเตื้องขึ้นอีกครั้งหนึ่งในรัชสมัย<br />
สมเด็จพระเจ้าทรงธรรม ซึ่งทรงครองราชย์ระหว่าง พ.ศ. ๒๑๖๓-๒๑๗๑ รวม ๘ ปี (ตามพระมติ<br />
ของสมเด็จพระยาดำรงราชานุภาพพ แต่บางแห่งว่า ทรงครองราชย์ ๒๕ ปี ซึ่งเป็นหลักฐานทาง<br />
พงศาวดารที่แต่งขึ้นในสมัยต้นรัตนโกสินทร์)<br />
พระเจ้าทรงธรรมนี้ตามพระราชประวัติ ทรงเป็นพระราชโอรสองค์หนึ่งของสมเด็จพระ<br />
เอกาทศรถ ซึ่งประสูติจากพระสนม พระนามเดิมว่า พระศรีสิงห์ ทรงผนวชอยู่ ๘ พรรษา แล้ว<br />
ทรงปริวรรตเพศ (สึกา) ออกมาเสวยราชสมบัติต่อจากพระศรีเสาวภาคย์ วิธีการที่พระศรีสิงห์ทรง<br />
สึกจากพระมาครองราชสมบัติเป็นกษัตริย์แห่งอยุธยาพระนามว่า สมเด็จพระเจ้าทรงธรรม นั้นยัง</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://buddhismayutthaya.com/30/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9e%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%98%e0%b8%a2%e0%b8%b2-6.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>พระพุทธศาสนาสมัยอยุธยายุคที่ ๒ (พ.ศ. ๑๙๙๑ – พ.ศ. ๒๑๗๓)/ต่อ</title>
		<link>http://buddhismayutthaya.com/32/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9e%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%98%e0%b8%a2%e0%b8%b2-7.html</link>
		<comments>http://buddhismayutthaya.com/32/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9e%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%98%e0%b8%a2%e0%b8%b2-7.html#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 24 May 2011 10:29:38 +0000</pubDate>
		<dc:creator>dharma</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://buddhismayutthaya.com/?p=32</guid>
		<description><![CDATA[เครื่องหมายปางปรินิพพาน ที่เป็นรอยคู่เสมอกันเป็นเครื่องหมายประทับยืน ที่เป็นรอยเดียวก็มี เป็นเครื่องหมายว่าพระพุทธศาสนาได้แผ่มาถึงที่นั่น ที่ทำเป็นพระบาท ๕ รอยก็มี เป็น เครื่องหมายว่าพระพุทธเจ้าในภัททกัปนี้มี ๕ พระองค์ รอยพระบาทในไทยชั้นเก่าที่สุดเป็นของ สมัยทวาราวดี ซึ่งพบที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาและบริเวณที่ราบสูงนครราชสีมา และเข้าใจว่าจะมี การสร้างติดต่อกันเรื่อยมา ในสมัยสุโขทัยได้มีการไปพิมพ์รอยพระบาทจากลังกาแล้วนำเข้ามา สร้างประดิษฐานไว้บนภูเขาต่างๆ แต่ตามความเชื่อถือของประชาชน เชื่อว่าพระพุทธองค์เสด็จ มาถึงเมืองสระบุรี ซึ่งในครั้งนั้นมีชื่อว่าเมืองสุนาปรันตะ ส่วนไหล่เขานั้นชื่อว่าสัจจพรรณคีรี ตามชื่อของดาบสตนหนึ่ง ซึ่งมีสำนักอยู่ที่ภูเขานั้น โดยทรงโปรดดาบสตนนี้ เมื่อจะเสด็จกลับได้ ประทานรอยพระบาทไว้ให้ ชาวบ้านมีศรัทธาเชื่อว่าผู้ใดขึ้นได้เจ็ดครั้ง ผู้นั้นสามารถปิดอบายภูมิ คือตายไม่ตกนรกหรือเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานเป็นต้น ฉะนั้น เทศกาลไหว้รอยพระพุทบาทจึงเป็น งานมหกรรมใหญ่มาตั้งแต่สมัยโบราณครั้งกรุงศรีอยุธยา พระพุทธศาสนาสมัยอยุธยายุคที่ ๓ (พ.ศ. ๒๑๗๓ – พ.ศ. ๒๒๓๑) เหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ของอยุธยาในช่วงนี้ เมื่อสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมสวรรคต แล้วได้ผ่านรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง สมเด็จเจ้าฟ้าชัย และสมเด็จพระศรีสุธรรมราชา ทั้งหมดนี้เป็นระยะเวลา ๒๖ ปี เจ้าฟ้าชัยครองราชย์เพียงปีเดียว ส่วนพระศรีสุธรรมราชา ครองราชย์เพียง ๓ เดือนเท่านั้นก็ถูกจับไปสำเร็จโทษที่วัดโคกพระยา และก็มารัชสมัยแห่ง &#8230; <a class="read-excerpt" href="http://buddhismayutthaya.com/32/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9e%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%98%e0%b8%a2%e0%b8%b2-7.html">Continue reading <span class="meta-nav">&#187;</span></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เครื่องหมายปางปรินิพพาน ที่เป็นรอยคู่เสมอกันเป็นเครื่องหมายประทับยืน ที่เป็นรอยเดียวก็มี<br />
เป็นเครื่องหมายว่าพระพุทธศาสนาได้แผ่มาถึงที่นั่น ที่ทำเป็นพระบาท ๕ รอยก็มี เป็น<br />
เครื่องหมายว่าพระพุทธเจ้าในภัททกัปนี้มี ๕ พระองค์ รอยพระบาทในไทยชั้นเก่าที่สุดเป็นของ<br />
สมัยทวาราวดี ซึ่งพบที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาและบริเวณที่ราบสูงนครราชสีมา และเข้าใจว่าจะมี<br />
การสร้างติดต่อกันเรื่อยมา ในสมัยสุโขทัยได้มีการไปพิมพ์รอยพระบาทจากลังกาแล้วนำเข้ามา<br />
สร้างประดิษฐานไว้บนภูเขาต่างๆ แต่ตามความเชื่อถือของประชาชน เชื่อว่าพระพุทธองค์เสด็จ<br />
มาถึงเมืองสระบุรี ซึ่งในครั้งนั้นมีชื่อว่าเมืองสุนาปรันตะ ส่วนไหล่เขานั้นชื่อว่าสัจจพรรณคีรี<br />
ตามชื่อของดาบสตนหนึ่ง ซึ่งมีสำนักอยู่ที่ภูเขานั้น โดยทรงโปรดดาบสตนนี้ เมื่อจะเสด็จกลับได้<br />
ประทานรอยพระบาทไว้ให้ ชาวบ้านมีศรัทธาเชื่อว่าผู้ใดขึ้นได้เจ็ดครั้ง ผู้นั้นสามารถปิดอบายภูมิ<br />
คือตายไม่ตกนรกหรือเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานเป็นต้น ฉะนั้น เทศกาลไหว้รอยพระพุทบาทจึงเป็น<br />
งานมหกรรมใหญ่มาตั้งแต่สมัยโบราณครั้งกรุงศรีอยุธยา<span id="more-32"></span></p>
<h2>พระพุทธศาสนาสมัยอยุธยายุคที่ ๓ (พ.ศ. ๒๑๗๓ – พ.ศ. ๒๒๓๑)</h2>
<p>เหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ของอยุธยาในช่วงนี้ เมื่อสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมสวรรคต<br />
แล้วได้ผ่านรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง สมเด็จเจ้าฟ้าชัย และสมเด็จพระศรีสุธรรมราชา<br />
ทั้งหมดนี้เป็นระยะเวลา ๒๖ ปี เจ้าฟ้าชัยครองราชย์เพียงปีเดียว ส่วนพระศรีสุธรรมราชา<br />
ครองราชย์เพียง ๓ เดือนเท่านั้นก็ถูกจับไปสำเร็จโทษที่วัดโคกพระยา และก็มารัชสมัยแห่ง<br />
พระมหากษัตริย์ผู้ทรงมีพระนามยิ่งใหญ่ที่สุดในศตวรรษนี้ นั่นคือ สมเด็จพระนารายณ์มหาราช<br />
สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ทรงเป็นพระราชโอรสพระองค์หนึ่งของพระเจ้าปราสาทอง<br />
เมื่อประสูติทรงแกว่งพระกรขวักไขว่ไปมา จนพวกคนทั้งหลายเห็นเป็นสี่กร จึงขนานพระนามว่า<br />
พระนารายณ์ ทรงครองราชย์ระหว่างปี พ.ศ. ๒๑๙๙ – ๒๒๓๑ พระองค์ทรงมีบทบาทอย่าง<br />
มากทั้งต่อฝ่ายอาณาจักรและศาสนจักร (พระพุทธศาสนา) ทรงส่งเสริมพระพุทธศาสนาอย่างแรง<br />
กล้า ทรงเอาพระทัยใส่กิจพระศาสนา เสด็จทรงบาตรทุกวัน แต่ก็ทรงให้เสรีภาพประชาชนใน<br />
การเลือกนับถือศาสนา และยังออกพระราชกฤษฎีกาอนุญาตให้ประชาชนนับถือศาสนาต่างๆ ได้<br />
นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงอุปถัมภ์ศาสนาอื่นๆ อีกด้วย โดยเฉพาะศาสนาคริสต์ที่มาจากยุโรป<br />
เช่น โปรดให้สร้างวัดเซนต์โยเซพ ที่สถิตของสังฆนายกที่อยุธยา เป็นต้น ทั้งนี้ เนื่องจากว่า<br />
ครั้งหนึ่ง (ปี พ.ศ. ๒๒๒๘) พระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ แห่งฝรั่งเศส ส่งพระราชสาส์นมาถึง<br />
พระองค์มีใจความว่า “พระเจ้ากรุงฝรั่งเศสขอชักชวนพระเจ้ากรุงศรีอยุธยาให้มาร่วมแผ่นดิน<br />
เดียวกัน โดยขอให้พระองค์เปลี่ยนศาสนามานับถือคริสตศาสนาเดียวกับฝรั่งเศส” พระองค์ทรง<br />
ขอบพระทัยพระเจ้าฝรั่งเศสหนักหนาที่มีความสนิทเสน่หาในพระองค์ แต่ทรงประหลาดใจว่า</p>
<p>“เหตุใด พระเจ้ากรุงฝรั่งเศสจึงมาก้าวก่ายกับฤทธิ์อำนาจของพระผู้เป็นเจ้า เพราะการที่มี<br />
ศาสนาต่างๆ ในโลกนี้ ไม่ใช่เป็นความประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้าหรอกหรือ พระองค์จึงปล่อย<br />
ให้มีไปดั่งนั้น มิได้บันดาลให้มีเพียงศาสนาเดียว เมื่อพระผู้เป็นเจ้ามีฤทธิ์มากในเวลานี้ พระองค์<br />
คงปรารถนาให้ตัวเรานับถือพุทธศาสนาไปก่อน เพราะฉะนั้นเราจึงจะรอคอยพระกรุณาของ<br />
พระองค์ บันดาลให้เราเลื่อมใสในคริสต์ศาสนาในวันใด เราก็จะเข้ารีตในวันนั้น จึงขอฝากชะตา<br />
กรรมของเราและกรุงศรีอยุธยาสุดแต่พระเจ้าจะบันดาลเถิด” ดังนี้แล้ว พระองค์ทรงโปรดให้มี<br />
พระราชโองการประกาศว่า ให้คนไทยนับถือศาสนาได้ตามชอบใจ แล้วพระราชทานที่ดินให้<br />
สร้างโบสถ์คริสต์ใหม่ ทั้งนี้เพื่อไม่ให้ทูตฝรั่งเศสผิดหวังมากเกินไป สมัยนั้น มีคนไทยบางส่วนหัน<br />
ไปเข้ารีตนับถือคริสต์ศาสนา แต่ก็เพียงน้อยนิด แม้กาลเวลาผ่านมา ๓ ร้อยกว่าปีจนถึงปัจจุบัน<br />
คริสต์ศาสนิกชนในประเทศไทยก็ยังมีจำนวนน้อยเมื่อเทียบกับพุทธศาสนิกชนคนไทย กุศโลบาย<br />
ของพระนารายณ์มหาราชนี้นับเป็นการเสียน้อยเพื่อรักษาส่วนใหญ่เอาไว้ กล่าวในทางตรงกันข้าม<br />
ถ้าพระองค์ทรงเปลี่ยนไปนับถือคริสตศาสนาเสียแล้ว อาจเป็นไปได้ว่า ในยุคนั้นและยุคต่อมา<br />
ชาวไทยโดยส่วนใหญ่ก็คงจะเปลี่ยนไปนับถือคริสตศาสนาตามพระองค์ ปัจจุบันชาวพุทธอาจจะ<br />
เป็นชนกลุ่มน้อยในท่ามกลางคริสต์ศาสนิกชนที่เป็นชนกลุ่มใหญ่ในประเทศไทยก็เป็นไปได้<br />
อนึ่ง ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชนี้ ได้เกิดวรรณคดีทางพระพุทธศาสนาขึ้น<br />
หลายเรื่อง กล่าวเฉพาะที่สำคัญ เช่น นันโทปนันทสูตร พระมาลัยคำหลวง ปุณโณวาทคำ<br />
ฉันท์ และพระราชปุจฉาถามคณะสงฆ์ เป็นต้น<br />
เนื่องจากสมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงมีคุณูปการต่อพระพุทธศาสนาในประเทศไทย<br />
อย่างยิ่งใหญ่ โดยทรงอุปถัมภ์คุ้มครองให้พระพุทธศาสนาอยู่รอดปลอดพ้นจากภัยภายนอกคือ<br />
การบ่อนเบียนทำลายของศาสนาอื่น ดังนั้น จึงขอนำพระราชประวัติของพระองค์และเหตุการณ์ที่<br />
เกี่ยวกับการอุปถัมภ์คุ้มครองพระพุทธศาสนาในรัชสมัยของพระองค์มาเสนอไว้โดยพิสดาร ซึ่ง<br />
ข้อมูลในการนำเสนอได้คัดมาจากสำนวนถ้อยคำที่ท่านอาจารย์เสถียร โพธินันทะ เล่าไว้ใน<br />
หนังสือ “ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา ฉบับมุขปาฐะ ภาค ๒” ดังต่อไปนี้<br />
พระราชประวัติการขึ้นครองราชย์ : สมเด็จพระนารายณ์ เป็นพระโอรสของพระเจ้า<br />
ปราสาททองที่เกิดจากจอมมารดา มิได้ประสูติแต่พระราชินี ต่อมาได้ร่วมมือพระเจ้าอา สำเร็จ<br />
โทษพระเชษฐา (สมเด็จเจ้าฟ้าชัย) แล้วก็ยกพระเจ้าอาขึ้นเป็นกษัตริย์นามว่า พระศรีสุธรรมราชา<br />
แต่กษัตริย์พระองค์นี้มีนิสัยกักขฬะหยาบช้า จนถึงกับพระเจ้าปราสาททองลั่นพระโอษฐ์ว่า “น้อง<br />
เราคนนี้ไม่สมควรตั้งให้เป็นใหญ่จะเป็นภัยแก่แผ่นดิน” ก็เป็นจริงดังว่า พระเจ้าอาพระองค์นี้มีจิต<br />
ปฏิพัทธ์ในพระเจ้าหลานเธอพระราชกัลยาณี ซึ่งเป็นพระกนิษฐาของเจ้าฟ้านารายณ์ เข้าไปหมาย<br />
ปลุกปล้ำ แต่พระราชกัลยาณีหนีได้ทันท่วงที บรรดาพระสนมจึงหาอุบายซ่อนพระราชกัลยาณี</p>
<p>ไว้ในตู้หนังสือแล้วแบกออกไปยังวังหน้า พระราชกัลยาณีไปทูลฟ้องพระนารายณ์ อากับหลาน<br />
จึงทำสงครามกันขึ้น ผลก็คือ อาถูกจับสำเร็จโทษไป รัชสมัยพระนารายณ์มีเวลายืนยาว<br />
ประมาณ ๒๐ กว่าปี มีเรื่องสำคัญที่เกิดขึ้นโดยลำดับดังนี้</p>
<h2>ความสัมพันธ์กับประเทศในยุโรป</h2>
<p>ในเวลานั้นพวกโปรตุเกส เนเธอร์แลนด์ อังกฤษ</p>
<p>และฝรั่งเศส กำลังออกแสวงหาอาณาจักรนิคมในเอเชีย โปรตุเกสและเนเธอร์แลนด์กำลังแย่งชิง<br />
กันเป็นเจ้าของหมู่เกาะอินโดนีเซีย ส่วนอังกฤษกับฝรั่งเศสกำลังแย่งอำนาจกันเป็นใหญ่ในอินเดีย<br />
สำหรับไทยนั้นปลอดภัยจากการถูกล่าอาณานิคม เพราะไทยมีเอกภาพทางการเมืองมั่นคง และ<br />
เพราะการดำเนินวิเทโศบายบางอย่างของไทย ในสมัยนี้การค้าขายของไทยกว้างขวางออกไป<br />
มาก เมืองสินค้าของไทย คือเมืองนครศรีธรรมราช เมืองตะนาวศรี และมะริด ได้มีเรือหลวง<br />
ส่งสินค้าออกไปขายในอินเดีย สินค้าที่ว่าคือ ช้าง ข้าว ไม้สัก และเครื่องเทศ เกิดมีปัญหาแย่ง<br />
การค้าขายกันขึ้นในระหว่างไทยกับเนเธอร์แลนด์และอังกฤษ ทางฝ่ายตะวันออก เรือสินค้าได้<br />
เดินทางไปถึงญี่ปุ่น กรณีพิพาทกับอังกฤษและฮอลันดาก็เกี่ยวกับการแย่งผลประโยชน์ทางการค้า<br />
ไทยได้ประกาศสงครามกับบริษัทอีสต์อินเดียของอังกฤษ อังกฤษได้ส่งเรือรบมายิงเมืองมะริด<br />
ตะนาวศรีของไทย แล้วยกพลขึ้นยึดเมืองไว้ แต่แล้วก็ถูกไทยขับไล่พร้อมกับปล่อยแพไฟไปเผา<br />
เรืออังกฤษ ส่วนฮอลันดาเวลานั้นมีอำนาจอยู่ในเมืองปัตตาเวียในชวา ได้ยกเรือรบมาเตรียมจะตี<br />
ไทยทางเมืองนครศรีธรรมราช แต่ถูกไทยขับไล่ มีข้อที่น่าสังเกตว่า ทั้งอังกฤษและฮอลันดามามี<br />
เมืองขึ้นในเอเซียนั้น ชั้นแรกเป็นพวกพ่อค้า ทำการรบพุ่งล่าอาณานิคมในนามของกษัตริย์<br />
ภายหลังจึงโอนไปให้รัฐบาลในประเทศนั้นรับงานล่าอาณานิคมต่อไป<br />
แต่เหตุไรไทยในสมัยกรุงศรีอยุธยาจึงรอดจากการถูกล่าเป็นอาณานิคมไปได้ นี่ก็เพราะ<br />
เอกภาพทางการเมืองของไทยนั้นเองได้ช่วยไทยเอาไว้ คือ ไทยมิได้แบ่งแยกเป็นรัฐเล็กรัฐน้อย<br />
รบพุ่งกันเองอย่างในชวา อินเดีย ลังกา พวกล่าอาณานิคมไปประสบช่องเข้าก็ช่วยสนับสนุนฝ่าย<br />
ใดฝ่ายหนึ่ง เสร็จแล้วก็เรียกร้องเอาผลประโยชน์มีดินแดนเป็นต้น เมื่อไม่ได้จึงเข้ายึดบ้านเมือง<br />
เขาทีเดียว สภาพเช่นนี้ไทยไม่มี อย่างไรก็ตาม สมเด็จพระนารายณ์ก็ต้องดำเนินวิเทโศบาย<br />
อาศัยกำลังชาวยุโรปไว้ดุลย์อำนาจชาวยุโรปด้วยกัน และชาตินั้นคือฝรั่งเศส เพราะเป็นศัตรูกับ<br />
อังกฤษ และฮอลันดาในเรื่องลัทธิศาสนาคือฝรั่งเศสนับถือนิกายโรมันคาธอลิค พระเจ้าหลุยส์<br />
ทรงธรรม พระองค์เป็นศาสนูปถัมภ์ของนิกายนี้กดขี่ในนิกายอื่น อังกฤษกับฮอลันดานับถือนิกาย<br />
โปรเตสแตนต์นิกายคาลวินในกลุ่มนิกายเชิร์ชออฟอิงแลนด์ ซึ่งเป็นปฏิปักษ์ต่อโรมันคาธอลิก<br />
อย่างแรง อังกฤษกับฝรั่งเศสจึงขัดแย้งกันในเรื่องผลประโยชน์ในอินเดีย พระเจ้าหลุยส์เองก็<br />
ปรารถนาแสวงหาพันธมิตรในตะวันออกไว้ เพระฉะนั้น สัมพันธไมตรีระหว่างไทยกับฝรั่งเศสจึง<br />
มีขึ้น</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://buddhismayutthaya.com/32/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9e%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%98%e0%b8%a2%e0%b8%b2-7.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาธอลิคในเมืองไทย</title>
		<link>http://buddhismayutthaya.com/34/%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b9%8c%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%84.html</link>
		<comments>http://buddhismayutthaya.com/34/%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b9%8c%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%84.html#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 24 May 2011 10:34:58 +0000</pubDate>
		<dc:creator>dharma</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://buddhismayutthaya.com/?p=34</guid>
		<description><![CDATA[นิกายนี้ได้เข้ามาเมืองไทยในสมัยพระ ชัยราชาธิราชแล้ว โดยติดตามพวกโปรตุเกสเข้ามา แต่ไม่ได้แพร่หลายออกไปถึงคนไทย นับถือ กันเฉพาะพวกโปรตุเกสเท่านั้น ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์นี้จึงแพร่หลายกว้างขวางออกไป เพราะพวกบาทหลวงฝรั่งเศสนำเข้ามา สมเด็จพระนารายณ์เองก็เคยมีพระราชสาส์นไปให้โป๊ป อินโนเซนที่วาติกัน โป๊ปก็ได้ส่งบาทหลวงมาที่กรุงศรีอยุธยาโดยตรง และถือว่าไทยเป็น ศูนย์กลางคริสตจักรคาธอลิคในเอเชีย ทั้งนี้เพราะไทยเป็นชาติแรกในเอเชียที่ถือนโยบายให้ เสรีภาพในการนับถือศาสนา ในเวลานั้นรัฐบาลจีน รัฐบาลญี่ปุ่น รัฐบาลเวียดนามตั้งข้อรังเกียจ พวกคริสต์ศาสนาว่าเป็นผู้มาบ่อนทำลายความสงบสุขของประเทศชาติ เช่นในญี่ปุ่น พวกคริสต ศาสนิกเชื่อฟังบาทหลวงยิ่งกว่าเชื่อฟังรัฐบาล เวลารบกับฝรั่งชาวคริสต์ ญี่ปุ่นก็พร้อมจะเป็น แนวหน้าให้ฝรั่ง จึงเป็นเหตุให้อัครอำมาตย์ญี่ปุ่นชื่ออริเดโยชิถึงกับอุทานว่าประเทศญี่ปุ่นมีแนวที่ห้าถึงสองแสนคน เพราะฉะนั้นคริสต์ศาสนาไปในบ้านเมืองเหล่านี้ จึงไม่ได้รับการต้อนรับจาก รัฐบาล ตรงกันข้ามเมื่อมาถึงกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระนารายณ์พระราชทานที่ให้สร้างโบสถ์ ทั้งที่พระนครและลพบุรี พระราชทานทรัพย์เกื้อกูล และมีพระราชโองการประกาศแก่ราษฎรให้ นับถือศาสนาได้ตามใจชอบ โปรดให้บาทหลวงแปลไบเบิลให้ทรงสดับ ขณะเดียวกันก็ให้ทูต เปอร์เซียมาแปลกุรอ่านให้ทรงสดับ โป๊ปจึงตั้งศูนย์คริสตจักรขึ้นในเมืองไทย รวมทั้งตั้งโรงเรียน ศาสนาสำหรับฝึกนักเผยแผ่ สำหรับส่งออกไปเผยแผ่ในลาว กัมพูชา พม่า ญวน และมลายูอีกด้วย ปรากฏในจดหมายเหตุของพวกบาทหลวงว่ามีคนไทยไปเข้ารีตทั้งขุนนางและราษฎรเป็นจำนวน พัน แต่ส่วนใหญ่เป็นพวกชาวป่าและเชลยที่ไทยไปกวาดเอามาในสงครามต่างๆ บาทหลวงเขียน ว่า คนไทยที่มีการศึกษาดีนั้นมีน้อยที่เข้ารีต ทั้งนี้เพราะอิทธิพลของพระสงฆ์ในพุทธศาสนา บาทหลวงยกตัวอย่างว่า เช่น &#8230; <a class="read-excerpt" href="http://buddhismayutthaya.com/34/%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b9%8c%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%84.html">Continue reading <span class="meta-nav">&#187;</span></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>นิกายนี้ได้เข้ามาเมืองไทยในสมัยพระ<br />
ชัยราชาธิราชแล้ว โดยติดตามพวกโปรตุเกสเข้ามา แต่ไม่ได้แพร่หลายออกไปถึงคนไทย นับถือ<br />
กันเฉพาะพวกโปรตุเกสเท่านั้น ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์นี้จึงแพร่หลายกว้างขวางออกไป<br />
เพราะพวกบาทหลวงฝรั่งเศสนำเข้ามา สมเด็จพระนารายณ์เองก็เคยมีพระราชสาส์นไปให้โป๊ป<br />
อินโนเซนที่วาติกัน โป๊ปก็ได้ส่งบาทหลวงมาที่กรุงศรีอยุธยาโดยตรง และถือว่าไทยเป็น<br />
ศูนย์กลางคริสตจักรคาธอลิคในเอเชีย ทั้งนี้เพราะไทยเป็นชาติแรกในเอเชียที่ถือนโยบายให้<br />
เสรีภาพในการนับถือศาสนา ในเวลานั้นรัฐบาลจีน รัฐบาลญี่ปุ่น รัฐบาลเวียดนามตั้งข้อรังเกียจ<br />
พวกคริสต์ศาสนาว่าเป็นผู้มาบ่อนทำลายความสงบสุขของประเทศชาติ เช่นในญี่ปุ่น พวกคริสต<br />
ศาสนิกเชื่อฟังบาทหลวงยิ่งกว่าเชื่อฟังรัฐบาล เวลารบกับฝรั่งชาวคริสต์ ญี่ปุ่นก็พร้อมจะเป็น<br />
แนวหน้าให้ฝรั่ง จึงเป็นเหตุให้อัครอำมาตย์ญี่ปุ่นชื่ออริเดโยชิถึงกับอุทานว่าประเทศญี่ปุ่นมีแนวที่<span id="more-34"></span>ห้าถึงสองแสนคน เพราะฉะนั้นคริสต์ศาสนาไปในบ้านเมืองเหล่านี้ จึงไม่ได้รับการต้อนรับจาก<br />
รัฐบาล ตรงกันข้ามเมื่อมาถึงกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระนารายณ์พระราชทานที่ให้สร้างโบสถ์<br />
ทั้งที่พระนครและลพบุรี พระราชทานทรัพย์เกื้อกูล และมีพระราชโองการประกาศแก่ราษฎรให้<br />
นับถือศาสนาได้ตามใจชอบ โปรดให้บาทหลวงแปลไบเบิลให้ทรงสดับ ขณะเดียวกันก็ให้ทูต<br />
เปอร์เซียมาแปลกุรอ่านให้ทรงสดับ โป๊ปจึงตั้งศูนย์คริสตจักรขึ้นในเมืองไทย รวมทั้งตั้งโรงเรียน<br />
ศาสนาสำหรับฝึกนักเผยแผ่ สำหรับส่งออกไปเผยแผ่ในลาว กัมพูชา พม่า ญวน และมลายูอีกด้วย<br />
ปรากฏในจดหมายเหตุของพวกบาทหลวงว่ามีคนไทยไปเข้ารีตทั้งขุนนางและราษฎรเป็นจำนวน<br />
พัน แต่ส่วนใหญ่เป็นพวกชาวป่าและเชลยที่ไทยไปกวาดเอามาในสงครามต่างๆ บาทหลวงเขียน<br />
ว่า คนไทยที่มีการศึกษาดีนั้นมีน้อยที่เข้ารีต ทั้งนี้เพราะอิทธิพลของพระสงฆ์ในพุทธศาสนา<br />
บาทหลวงยกตัวอย่างว่า เช่น ครั้งหนึ่งที่กรุงศรีอยุธยา พวกบาทหลวงสามารถเกลี้ยกล่อมคณะ<br />
ขุนนางไทยคณะหนึ่งหันมาเข้ารีตได้ แต่ทราบถึงพระสงฆ์เหล่านั้นท่านก็ได้มาชี้แจงเปรียบเทียบ<br />
เรื่องศาสนาพุทธกับคริสต์ จนขุนนางเหล่านั้นก็กลับมานับถือพุทธศาสนาอีก บาทหลวงแสดง<br />
ความขัดเคืองไว้ในบันทึกว่า เหตุการณ์อย่างนี้มีเนืองๆ บางคนไปรับศีลมหาสนิทล้างบาปแล้ว<br />
ก็ถูกพระสงฆ์ใช้อิทธิพลกลับใจคนเหล่านี้ให้กลับมาเป็นพุทธอีก โดยเหตุที่พวกบาทหลวงได้เห็น<br />
สมเด็จพระนารายณ์ทรงโอบอุ้มคริสต์ศาสนาเช่นนี้ ความจริงก็เป็นธรรมดาของกษัตริย์ไทยทุก<br />
องค์ที่ให้อุปการะทุกศาสนา รวมทั้งศาสนาอิสลาม นอกจากเพื่อผลในการปกครอง แล้วก็ยัง<br />
แสดงถึงสปิริตของกษัตริย์ไทยผู้นับถือพระพุทธศาสนาอีกด้วย<br />
บุคคลสำคัญในการเชื่อมสัมพันธไมตรีระหว่างไทยกับชาติฝรั่งเศสคือหัวหน้าคณะ<br />
บาทหลวงในกรุงศรีอยุธยา ชื่อเดอเนโตโลโปลิส และอีกผู้หนึ่งคือ ออกญาวิชาเยนทร์ ออกญา<br />
เทศ(ต่างชาติ)ผู้นี้ เป็นชาติกรีกชื่อเยรากี ภายหลังเปลี่ยนเป็นฟอลคอน อาชีพเดิมเป็นเด็กจรจัด<br />
ตามท่าเรือภายหลังสมัครเป็นกะลาสีติดตามเรือสินค้ามาตะวันออก ได้ท่องเที่ยวไปหลายหัวเมือง</p>
<p>อาทิเช่น ดามากัสกา ตริโปลิ อินเดีย สุมาตรา แล้วติดตามเรือสินค้าอังกฤษเข้าสู่กรุงศรีอยุธยา<br />
ทำงานในบริษัทอีสต์อินเดีย ฟอลคอนมาอยู่กรุงศรีอยุธยาได้ไม่ถึง ๒ ปีก็พูดไทยคล่อง สาเหตุที่<br />
ได้รับราชการ ก็เพราะเป็นผู้คิดบัญชีทวงหนี้หลวงจากพ่อค้ามุสลิม พวกนี้ทีแรกตั้งตนเป็นเจ้าหนี้<br />
กรมพระคลังสินค้า แต่แล้วโดยความสามารถของนายฟอลคอน กลับคิดบัญชีย้อนหลัง ปรากฏว่า<br />
เจ้าหนี้กลับเป็นลูกหนี้กรมพระคลังเสียอีก ด้วยความชอบครั้งนี้เจ้าพระยาพระคลังจึงแนะนำตัว<br />
นายฟอลคอนต่อสมเด็จพระนารายณ์ เขาจึงได้รับบรรดาศักดิ์เป็นออกหลวง ได้ทำงานในกรม<br />
พระคลังพร้อมทั้งทำหน้าที่เป็นประหนึ่งเสนาบดีต่างประเทศจนกระทั่งได้เป็นออกญา ฟอลคอน<br />
อาจจะซื่อสัตย์ในสมเด็จพระนารายณ์เป็นการส่วนตัว แต่กับชาติไทยแล้วคนผู้นี้ได้วางแผนการ<br />
ร่วมมือกับพวกฝรั่งเศสที่จะเอาเมืองไทยเป็นเมืองขึ้น แต่เดิม เยรากีนับถือนิกายโปรเตสแตนต์<br />
แต่เพื่ออาศัยอิทธิพลฝรั่งเศสก็เปลี่ยนเป็นโรมันคาธอลิค พระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ ได้พระราชทาน<br />
ฐานันดรศักดิ์แก่ฟอลคอน พร้อมทั้งอิสริยาภรณ์ริบองออนเนอร์ และให้สัญญาว่าถ้าเอา<br />
เมืองไทยเป็นเมืองขึ้นได้แล้ว ก็ให้กลับไปรับราชการในปารีสเลยทีเดียว แผนการเอาเมืองไทย<br />
เป็นเมืองขึ้น มีดังนี้<br />
๑. ให้พยายามทำลายอิทธพลพุทธศาสนา โดยส่งบาทหลวงเข้ามาเมืองไทยจำนวนมาก<br />
โดยมีสาส์นฝากฝังจากโป๊ปอินโนเซนถึงสมเด็จพระนารายณ์โดยตรงให้ช่วยคุ้มครองโรมันคาธอลิค<br />
ในเมืองไทย เมื่อมีผู้นับถือคริสตศาสนามาก พวกเหล่านี้จะเป็นกำลังพร้อมที่จะขายชาติไทยได้<br />
๒. ให้เกลี้ยกล่อมสมเด็จพระนารายณ์เข้ารีต ถ้าทำไม่สำเร็จ ให้พยายามเกลี้ยกล่อม<br />
เจ้านายในราชวงศ์ชั้นสูงหรือขุนนางผู้มีอิทธิพลสูงเข้ารีตให้จงได้ สิ่งแลกเปลี่ยนคือตำแหน่งอันสูง<br />
ทางการเมือง เมื่อพวกฝรั่งเศสเข้ายึดครองเมืองไทยแล้ว<br />
๓. ส่งกำลังทหารเข้ามาเมืองไทย ให้ยึดป้อมสำคัญๆ เอาไว้ แผนการทั้งสามขั้นนี้ปรากฏ<br />
ผล คือ<br />
ข้อแรก พวกบาทหลวงเข้ามาอาศัยในกรุงศรีอยุธยาจำนวนมากยิ่งกว่าเมืองใดๆ ใน<br />
ตะวันออก แต่ผู้เลื่อมใสคริสตศาสนามีแต่พวกเชลย พวกทาส พวกคนป่าคนดง เช่นพวกกะเหรี่ยง<br />
พวกข่า คนไทยที่มาเข้ารีตส่วนใหญ่ก็พวกยากจน ไม่ปรากฏที่คนชั้นกลางหรือชั้นสูงเลื่อมใส<br />
นักเรียนไทยชุดแรกที่ไปเรียนยุโรป เป็นนักเรียนที่ส่งไปโดยทุนพวกบาทหลวงในสมัยนี้ เพราะ<br />
ฉะนั้นแผนการข้อหนึ่งล้มเหลว กลับสร้างปฏิกิริยาให้คนไทยซึ่งเป็นชาตินิยมรังเกียจศาสนา<br />
คริสต์มากขึ้น เพราะพวกบาทหลวงชอบยุยงให้พวกเข้ารีตเลิกประพฤติตามวัฒนธรรมไทย ยก<br />
ตัวอย่างเช่นในงานพระราชพิธีนี้คือน้ำพิพัฒน์สัตยา พวกเข้ารีตไม่ยอมถือน้ำ อ้างว่าผิดธรรมเนียม<br />
ในไบเบิล พวกเหล่านี้ทางการของไทยก็ตั้งข้อกล่าวหาว่าเป้นพวกกบฏ ถูกจับไปเฆี่ยนตี ใส่คุก</p>
<p>จนกระทั่งหัวหน้าบาทหลวง ต้องถวายฎีกากับสมเด็จพระนารายณ์ให้ปลดปล่อยออกมา<br />
พฤติกรรมของพวกเข้ารีตที่กีดขวางวัฒนธรรมฝ่ายโบราณต่างๆ รวมทั้งพวกบาทหลวงชอบ<br />
ประกาศศาสนาด้วยวิธียกตนข่มท่านทุกครั้งทุกหน ยิ่งทำให้คนไทยที่เป็นชาตินิยมหมดความไว้<br />
วางไจพวกเหล่านี้อย่างเด็ดขาด<br />
สำหรับข้อ ๒ พระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ ได้ส่งราชทูตพิเศษชื่อเชวาเลียร์ เดอ โชมองต์ พร้อม<br />
กับคณะบาทหลวงพิเศษสำหรับทำหน้าที่โปรดศีลให้สมเด็จพระนารายณ์เมื่อเข้ารีตแล้ว เข้ามา<br />
กรุงศรีอยุธยาในปี พ.ศ. ๒๒๒๙ มีหน้าที่เกลี้ยกล่อมในหลวงให้เข้ารีตโดยเฉพาะ เมื่อมาถึงพระ<br />
นคร ออกญาวิชาเยนทร์และหัวหน้าบาทหลวงเดอเมโตรู้ข่าว ได้รีบไปห้ามปรามทูตฝรั่งเศสมิให้<br />
ทำการรวดเร็วนัก เพราะสมเด็จพระนารายณ์ยังมีพระทัยมั่นคงในพุทธศาสนาอยู่มาก เมื่อเร็วๆ นี้<br />
พระองค์ยังโปรดให้หล่อพระพุทธรูปทองคำสูง ๔ ศอกเศษองค์หนึ่ง สูง ๒ ศอกเศษองค์หนึ่งถวาย<br />
พระนามว่าพระบรมไตรโลกนาถและพระบรมตรีภพนาถ เสด็จออกทรงบาตรทุกวัน เพราะฉะนั้น<br />
การกราบทูลให้ทรงเข้ารีตอย่างอาจหาญเกินไป อาจจะมีผลร้าย แต่ทูตฝรั่งเศสคัดค้านความเห็นนี้<br />
และถวายพระราชสาส์นเรื่องชวนเข้ารีตจนได้<br />
ออกญาวิชาเยนทร์ซึ่งทำหน้าที่เป็นล่าม ก่อนจะแปลพระราชสาส์นฉบับนี้ ไดกราบทูล<br />
ขอพระราชทานอภัย ใจความราชสาส์ฉบับนี้ซึ่งมีใจความว่า “พระเจ้ากรุงฝรั่งเศสขอชักชวนพระ<br />
เจ้ากรุงศรีอยุธยาให้มาร่วมแผ่นดินเดียวกัน โดยของให้พระองค์เปลี่ยนศาสนามาถือศาสนา<br />
เดียวกับฝรั่งเศส เพราะศาสนาที่เที่ยงแท้มีศาสนาเดียวในโลก คือสาสนาของพระผู้เป็นเจ้าองค์<br />
เดียว ถ้าฝ่ายกรุงศรีอยุธยามานับถือในพระผู้เป็นเจ้าองค์เดียวนี้ พระองค์เป็นผู้มีฤทธิ์อำนาจก็จะ<br />
บันดาลให้กรุงศรีอยุธยารุ่งเรืองเหมือนฝรั่งเศส”<br />
สมเด็จพระนารายณ์เมื่อสดับพระราชสาส์นนั้นแล้วตรัสถามออกญาวิชาเยนทร์ว่า “ใคร<br />
เป็นผู้ไปทูลพระเจ้ากรุงฝรั่งเศสว่าเราจะนับถือคริสต์ศาสนา”<br />
ออกญาทูลว่า “บรรดาชาวฝรั่งเศสในพระนครนี้ได้เห็นพระองค์พระราชทานความ<br />
อุปถัมภ์ต่างๆ แก่คริสต์ศาสนามาก จึงได้เลื่องลือออกไปถึงฝรั่งเศส ประกอบทั้งเห็นพระราชทูต<br />
เปอร์เซียมาถวายคัมภีร์โกหร่านแก่พระองค์ จึงเห็นว่าถ้าไม่รีบกราบทูลให้เข้ารีตเสียก่อน พวก<br />
ทูตเปอร์เซียก็คงกราบทูลให้พระองค์นับถือมหมัด(อิสลาม)”<br />
สมเด็จพระนารายณ์ทรงพระสรวลแล้วรับสั่งใจความว่า“ถึงอย่างไร พระองค์ก็จะเลื่อมใส<br />
ศาสนามหมัดไม่ได้ ทรงขอบพระทัยพระเจ้าฝรั่งเศสนักหนาที่มีความสนิทเสน่หาในพระองค์ แต่<br />
การที่จะเปลี่ยนศาสนาที่เคยนับถือมาเป็นเวลา ๒๒๒๙ ปีแล้ว ไม่ใช่เป็นของง่ายๆ ก่อนอื่นขอให้<br />
พวกบาทหลวงทำให้ราษฎรของพระองค์เข้ารีตให้หมดก่อน แล้วพระองค์จะเข้ารีตตามภายหลัง”<br />
อีประการหนึ่งทรงหลากพระทัยนักหนาว่า “เหตุใดพระเจ้ากรุงฝรั่งเศสจึงมาก้าวก่ายกับฤทธิ์</p>
<p>อำนาจของพระผู้เป็นเจ้า เพราะการที่มีศาสนาต่างๆ ในโลกนี้ ไม่ใช่เป็นความประสงค์ของพระ<br />
ผู้เป็นเจ้าหรอกหรือ พระองค์จึงปล่อยให้มีไปดั่งนั้น มิไดบันดาลให้มีเพียงศาสนาเดียว เมื่อพระ<br />
ผู้เป็นเจ้ามีฤทธิ์มากในเวลานี้ พระองค์คงปรารถนาให้ตัวเรานับถือพุทธศาสนาไปก่อน เพราะ<br />
ฉะนั้นเราจึงจะรอคอยพระกรุณาของพระองค์ บันดาลให้เราเลื่อมใสคริสตศาสนในวันใด เราก็<br />
จะเข้ารีตในวันนั้น เราจึงขอฝากชะตากรรมของเราและกรุงศรีอยุธยาสุดแต่พระผู้เป็นเจ้าจะ<br />
บันดาลเถิด ขอพระเจ้ากรุงฝรั่งเศสสหายเราอย่างทรงเสียพระทัยเลย”<br />
ด้วยลิ้นการทูตชั้นสูงอย่างนี้ ปัญหาเรื่องการเปลี่ยนศาสนาก็เลิกไป แต่ราชทูตฝรั่งเศสกับ<br />
ออกญาวิชาเยนทร์ก็กลายเป็นขมิ้นกับปูนขึ้นมา ต่างคนต่างฟ้องร้องอีกฝ่ายหนึ่งทรยศไปยัง<br />
รัฐบาลฝรั่งเศส สมเด็จพระนารายณ์ทรงเอาใจทูตฝรั่งเศสไม่ให้ผิดหวังมากไป โปรดให้มีพระราช<br />
โองการประกาศว่าให้คนไทยนับถือศาสนาได้ตามชอบใจ แล้วพระราชทานที่ดินให้สร้างโบสถ์<br />
คริสตังใหม่ พระราชทานทรัพย์ให้โรงเรียนคริสต์ศาสนา<br />
สำหรับแผนการข้อ ๓ ฝรั่งเศสได้ส่งทหาร ๑ กรมมาเมืองไทย อ้างว่าจะช่วยไทยรบ<br />
อังกฤษ ทหารกลุ่มนี้ผู้บังคับบัญชาคือนายพลเดฟา ความจริงนั้นเป็นแผนการสำหรับยึดราช<br />
บัลลังก์ ทหารกรมนี้มาถึงเมืองไทยเหลือราวครึ่งหนึ่ง นอกนั้นตายในระหว่างทางบ้าง กลับไป<br />
บ้านบ้าง รัฐบาลไทยชักไม่ไว้วางใจ จึงไม่ยอมให้มาพักอยู่ในพระนคร ได้ส่งกำลังส่วนหนึ่ง<br />
ออกไปเมืองมะริดและตานาวศรี คงเหลือทหาร ๔๐๐ คน ให้อยู่รักษาป้อมเมืองธนบุรี<br />
นายทหารคนหนึ่งในกรมทหารฝรั่งเศสนี้ ได้รับบรรดาศักดิ์เป็นออกพระศักดิ์สงคราม คนผู้นี้<br />
เป็นศัตรูอย่างร้างแรงกับออกญาวิชาเยนทร์ ต่างฝ่ายต่างได้เขียนบันทึกเปิดโปงความชั่วร้ายซึ่ง<br />
กันและกัน ทำให้เป็นประโยชน์ต่อการศึกษาประวัติศาสตร์ไทยในยุคนั้น และรู้ความคิดของพวก<br />
คาธอลิคที่จะยึดครองเมืองไทย จากจดหมายเหตุบันทึกเหล่านี้ ออกพระศักดิ์สงครามเรียก<br />
วิชาเยนทร์ว่า อ้ายผู้ร้ายขี้โกง ฝ่ายวิชาเยนทร์เรียกคุณพระผู้นี้ว่า คนโง่บัดซบทรยศเก่ง<br />
แผนการสำคัญของฝ่ายคาธอลิคได้บรรลุผลสำเร็จขึ้นหนึ่ง คือได้พระปิยะ ซึ่งเป็นโอรส<br />
เลี้ยงของสมเด็จพระนารายณ์มาเป็นสาวก พระปิยะผู้นี้เป็นลูกจีน ต่อมาได้ถวายตัวเป็นมหาดเล็ก<br />
สมเด็จพระนารายณ์ทรงพระกรุณาชุบเลี้ยงในฐานะพระโอรส พระปิยะได้เปลี่ยนศาสนามาถือ<br />
คาธอลิค และเป็นบุคคลที่พวกนี้หวังกันว่าจะยกขึ้นเสวยราชย์เมื่อสิ้นรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์<br />
แล้ว เพราะสมเด็จพระนารายณ์มีแต่พระราชธิดา ไม่มีพระราชโอรสเลย พระราชธิดานั้นทรง<br />
กรมเป็นกรมหลวงโยธาเทพ สมเด็จพระนารายณ์ทรงมีพระอนุชาองค์หนึ่งคือ เจ้าฟ้าอภัยทศ ก็<br />
ปราศจากอิทธิพลใดๆ เพราะฉะนั้นความมุ่งหวังของพวกคาธอลิคอยู่ที่พระปิยะ แต่เป็นคราว<br />
เคราะห์ดีของเมืองไทยที่มีคณะรักชาติชิงทำการปฏิวัติเสียก่อน</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://buddhismayutthaya.com/34/%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b9%8c%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%84.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>สงครามกับพม่าและเชียงใหม่</title>
		<link>http://buddhismayutthaya.com/36/%e0%b8%aa%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%9e%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b9%83.html</link>
		<comments>http://buddhismayutthaya.com/36/%e0%b8%aa%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%9e%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b9%83.html#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 24 May 2011 10:39:23 +0000</pubDate>
		<dc:creator>dharma</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://buddhismayutthaya.com/?p=36</guid>
		<description><![CDATA[ในรัชสมัยนี้ กองทัพไทยได้ยกขึ้นไปดีเมืองอังวะของ พม่า สาเหตุเนื่องมาแต่พวกมอญถูกพม่ากดขี่อพยพเข้ามาพึ่งไทย แม่ทัพพม่าตามมากวาดครัว มอญในเขตไทย ไทยจึงยกกองทัพออกไปจนขึ้นไปล้อมกรุงอังวะได้ แม่ทัพของไทยคือ เจ้าพระยาโกษาเหล็ก ศึกพม่าครั้งนี้มีเรื่องประหลาดเกิดขึ้น คือ พระยาสีหราชเดโช ซึ่งเป็น ทหารเอกคนโปรดของสมเด็จพระนารายณ์ตลุมบอนพม่าจนถูกพม่าจับได้ ม้าเร็วเข้ามากราบ บังคมทูล สมเด็จพระนารายณ์ทรงทราบแล้วให้นิมนต์พระพิมลธรรมวัดระฆัง เข้ามาจับยาม ตรีเนตร พระพิมลธรรมถวายพระพรว่า พระยาสีหราชหลุดจากพันธนาการแล้วกลับได้ชัยชนะ นำลาภสักการะมาให้ ห่างกันเพียง ๓ ชั่วโมง ม้าเร็วอีกชุดหนึ่งก็เข้ามากราบบังคมทูลว่า บัดนี้ พระสีหราชได้ทำวิชากำบังตนสะเดาะโซ่หลุดออกมา และนำกองทัพม้าตีค่ายพม่าแตกจับเชลย เป็นอันมาก ทรงโสมนัสว่าพระพิมลธรรมดูแม่นนัก ให้ถวายไตรแพรเทศ ๑ ชุด กองทัพไทยล้อมกรุงอังวะอยู่กว่า ๓ เดือนก็ตีไม่ได้ พอจวนใกล้ฤดูฝนจึงต้องถอยทัพกลับ ส่วนศึกเชียงใหม่ นั้นเกิดจากพระยาแสนหลวงเจ้าเมืองเชียงใหม่กลัวพวกฮ่อจะยกมาตีเมือง จึงส่งแสนสุรินทร์ ไมตรีลงมาขอกองทัพไทยไปช่วย แต่พอทัพไทยไปถึงกลางทาง แสนสุรินทร์ไมตรีก็ลอบหนีขึ้นไป เชียงใหม่ เพราะรู้รหัสว่า ทัพฮ่อถอยไปแล้ว ไทยเห็นเป็นการล่อลวง จึงไปตีเมืองเชียงใหม่แตก เหตุการณ์ปลายแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์ : โดยปกติสมเด็จพระนารายณ์ประทับอยู่ ที่พระที่นั่งสุทธาสวรรค์ และพระที่นั่งธัญญมหาปราสาทในพระราชวังเมืองลพบุรี ต่อฤดูฝนจึง &#8230; <a class="read-excerpt" href="http://buddhismayutthaya.com/36/%e0%b8%aa%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%9e%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b9%83.html">Continue reading <span class="meta-nav">&#187;</span></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ในรัชสมัยนี้ กองทัพไทยได้ยกขึ้นไปดีเมืองอังวะของ<br />
พม่า สาเหตุเนื่องมาแต่พวกมอญถูกพม่ากดขี่อพยพเข้ามาพึ่งไทย แม่ทัพพม่าตามมากวาดครัว<br />
มอญในเขตไทย ไทยจึงยกกองทัพออกไปจนขึ้นไปล้อมกรุงอังวะได้ แม่ทัพของไทยคือ<br />
เจ้าพระยาโกษาเหล็ก ศึกพม่าครั้งนี้มีเรื่องประหลาดเกิดขึ้น คือ พระยาสีหราชเดโช ซึ่งเป็น<br />
ทหารเอกคนโปรดของสมเด็จพระนารายณ์ตลุมบอนพม่าจนถูกพม่าจับได้ ม้าเร็วเข้ามากราบ<br />
บังคมทูล สมเด็จพระนารายณ์ทรงทราบแล้วให้นิมนต์พระพิมลธรรมวัดระฆัง เข้ามาจับยาม<br />
ตรีเนตร พระพิมลธรรมถวายพระพรว่า พระยาสีหราชหลุดจากพันธนาการแล้วกลับได้ชัยชนะ<br />
นำลาภสักการะมาให้ ห่างกันเพียง ๓ ชั่วโมง ม้าเร็วอีกชุดหนึ่งก็เข้ามากราบบังคมทูลว่า บัดนี้<br />
พระสีหราชได้ทำวิชากำบังตนสะเดาะโซ่หลุดออกมา และนำกองทัพม้าตีค่ายพม่าแตกจับเชลย<br />
เป็นอันมาก ทรงโสมนัสว่าพระพิมลธรรมดูแม่นนัก ให้ถวายไตรแพรเทศ ๑ ชุด กองทัพไทย<span id="more-36"></span>ล้อมกรุงอังวะอยู่กว่า ๓ เดือนก็ตีไม่ได้ พอจวนใกล้ฤดูฝนจึงต้องถอยทัพกลับ ส่วนศึกเชียงใหม่<br />
นั้นเกิดจากพระยาแสนหลวงเจ้าเมืองเชียงใหม่กลัวพวกฮ่อจะยกมาตีเมือง จึงส่งแสนสุรินทร์<br />
ไมตรีลงมาขอกองทัพไทยไปช่วย แต่พอทัพไทยไปถึงกลางทาง แสนสุรินทร์ไมตรีก็ลอบหนีขึ้นไป<br />
เชียงใหม่ เพราะรู้รหัสว่า ทัพฮ่อถอยไปแล้ว ไทยเห็นเป็นการล่อลวง จึงไปตีเมืองเชียงใหม่แตก<br />
เหตุการณ์ปลายแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์ : โดยปกติสมเด็จพระนารายณ์ประทับอยู่<br />
ที่พระที่นั่งสุทธาสวรรค์ และพระที่นั่งธัญญมหาปราสาทในพระราชวังเมืองลพบุรี ต่อฤดูฝนจึง<br />
เสด็จลงมาประทับที่พระนคร ในบั้นปลายพระชนม์ชีพ ขณะประทับที่ลพบุรีทรงประชวรหนัก<br />
ออกญาวิชาเยนทร์ไหวตัวเกรงอันตราย ได้เรียกกำลังทหารฝรั่งจากเมืองธนบุรีขึ้นไปป้องกันตัว<br />
แต่พวกทหารฝรั่งเศสก็ไม่กล้าขึ้นไป เพราะเกรงได้รับอันตรายจากทหารไทยกลางทาง คนสำคัญ<br />
ในขุนนางไทยที่อยู่เมืองลพบุรี คือ พระเพทราชา เจ้ากรมช้าง ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้รักษาการณ์<br />
พระราชวังในขณะนั้น พระเพทราชาเองไม่ใช่คนมักใหญ่ใฝ่สูงมาก่อน แต่เหตุการณ์บ้านเมือง<br />
บังคับ คือข้าราชการที่รักชาติเกิดความรู้สึกว่า ถ้าไม่รีบฉวยทำอะไรในตอนนี้โอกาสจะตกไปแก่<br />
พวกพระปิยะ เมืองไทยก็จะเสียแก่ฝรั่งเศส พระพุทธศาสนาก็จะได้รับอันตราย จึงกำหนด<br />
ประชุมลับขึ้นในพระราชวัง ในการนี้มีเหตุการณ์ถามตอบในที่ประชุมสำคัญตอนหนึ่งระหว่าง<br />
หลวงสรศักดิ์กับพระเพทราชา หลวงสรศักดิ์ถามว่า “ถ้าคิดการณ์สำเร็จ บิดาจะยกแผ่นดิน<br />
ให้แก่ผู้ใด พระเพทราชาตอบว่าจะยกถวายเจ้าฟ้าอภัยทศ หลวงสรศักดิ์หน้าบึ้งแสดงไม่พอใจ<br />
กล่าวว่า “จะยกให้ผู้อื่นข้าพเจ้าหายอมไม่ เพราะเราทำงานด้วยเอาชีวิตเข้าแลก ผู้สมควร<br />
ปกครองแผ่นดินก็คือบิดาท่านเท่านั้น” แล้วหลวงสรศักดิ์ก็ประกาศในที่ประชุม ให้ที่ประชุม<br />
ถวายบังคมพระเพทราชา พระเพทราชาจึงเป็นกษัตริย์แบบตกกระไดพลอยโจน</p>
<p>แผนการขั้นต่อไป คือลวงออกญาวิชาเยนทร์มาประหารชีวิตแล้วลวงเจ้าฟ้าอภัยทศจาก<br />
กรุงศรีอยุธยาว่า พระเจ้าอยู่หัวจะมอบราชสมบัติให้ เมื่อเจ้าฟ้าองค์นั้นมาถึงเมืองลพบุรีก็ถูกจับ<br />
ประหารชีวิต สำหรับพระปิยะนั้นหลวงสรศักดิ์ให้พนักงานชาวที่ผลักตกกำแพงแก้วลงมา แล้ว<br />
ประหารชีวิต สมเด็จพระนารายณ์ได้ทรงรู้เห็นเหตุการณ์นี้ระแคะระคาย แต่เป็นเวลาประชวร<br />
หนักมากแล้ว จึงได้แต่แช่งพ่อลูก ๒ คนบนที่บรรทมเท่านั้นจนสวรรคตสิ้นพระชนม์ไป ก่อนหน้า<br />
จะสวรรคตพระองค์ได้อุทิศพระราชวังลพบุรีให้เป็นวิสุงคามสีมา ให้พระสงฆ์จัดการอุปสมบท<br />
พวกมหาดเล็กชาวที่ เพื่อให้พ้นอันตรายจากพวกหลวงสรศักดิ์ เพราะฉะนั้นในสมัยรัชกาลที่ ๔<br />
เสด็จขึ้นไปประทับที่วังลพบุรี จึงโปรดให้ทำผาติกรรมสร้างวัดขึ้นใหม่อีกวัดหนึ่งชดใช้</p>
<h2>พระพุทธศาสนาสมัยอยุธยายุคปลาย (พ.ศ. ๒๒๗๕ &#8211; พ.ศ. ๒๓๑๐)</h2>
<p>เหตุการณ์สำคัญที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาในยุคนี้ก็หนักไปในด้านที่เป็นการก่อสร้างและ<br />
ความเชื่อถือในทางโหราศาสตร์ เช่น พระเพทราชาก่อนจะเป็นกษัตริย์ได้รับคำทำนายจากพระ<br />
อาจารย์วัดพระยาแมนว่า จะมีบุญญาธิการถึงเศวตฉัตร เมื่อทรงได้เป็นพระเจ้าแผ่นดินแล้ว ก็ทรง<br />
ยกย่องพระอาจารย์วัดพระยาแมนให้เป็นพระราชาคณะที่ พระศรีสัจจญาณมุนี<br />
สำหรับงานก่อสร้างที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา ก็มีการสร้างพระพุทธรูป การสร้างวัด<br />
การบูรณะซ่อมแซมมณฑป ตลอดถึงการหล่อพระพุทธรูปไสยาสน์ และมีกาต่อสู้แย่งราชสมบัติกัน<br />
โดยมีเจ้านายบรมวงศานุวงศ์หนีราชภัยเข้าไปบวชในพระพุทธศาสนาอีกด้วย<br />
พระมหากษัตริย์ที่ทรงมีบทบาทมากและทรงถวายความอุปถัมภ์พระพุทธศาสนาอย่าง<br />
เป็นรูปธรรมชัดเจนในยุคนี้ ได้แก่ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ (บางแห่งเขียนว่า บรมโกษฐ์)<br />
พระองค์ทรงเป็นพระราชโอรสของพระเจ้าเสือ มีพระเชษฐาองค์หนึ่ง คือ พระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ<br />
ทรงครองราชย์ ระหว่าง พ.ศ. ๒๒๗๕ ถึง พ.ศ. ๒๓๑๐ เป็นเวลา ๒๖ ปี ในพระราชพงศาวดาร<br />
กล่าวว่า พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ที่มีพระกมลสันดานต่างจากพระบิดาและพระเชษฐาธิราช คือ<br />
ทรงมีพระเมตตากรุณาและประพฤติพระองค์อยู่ในสุจริตธรรม<br />
พระราชกรณียกิจของพระองค์ในด้านการอุปถัมภ์พระพุทธศาสนา กล่าวเฉพาะที่เด่นชัด<br />
คือ พระองค์ได้ทรงกำหนดให้การบวชเรียนในพระพุทธศาสนาเป็นประเพณีที่ชาวพุทธควรปฏิบัติ<br />
สืบต่อกันมาให้ถึงอนุชนยุคหลัง ถึงกับทรงกำหนดให้ผู้ที่จะเป็นขุนนาง มียศถาบรรดาศักดิ์ต้อง<br />
เป็นผู้ที่ผ่านการบวชเรียนมาเท่านั้น จึงจะทรงแต่งตั้งตำแหน่งหน้าที่ให้<br />
ในรัชสมัยพระเจ้าบรมโกศนี้ เป็นสมัยที่มีการบำรุงศิลปะเป็นพิเศษ กล่าวคือ พระองค์<br />
ได้ทรงบูรณะวัดวาอารามใหญ่น้อยทั้งในพระนครและหัวเมืองจำนวนมาก เช่น ในพระนคร โปรด</p>
<p>ให้กรมขุนเสนาพิทักษ์ซึ่งเป็นพระมหาอุปราชและเป็นเชษฐโอรสที่ประสูติแต่พระอัครมเหสีเป็น<br />
แม่งานบูรณะวัดพระศรีสรรเพ็ชญ์ วัดพระราม สำหรับวัดภูเขาทองนั้น พระองค์ได้สถาปนา<br />
พระเจดีย์ใหญ่แบบไทยแท้ คือพระเจดีย์ที่เรียกว่าแบบย่อไม้สิบสอง นอกจากนี้ ยังทรงบูรณะ<br />
วัดพระแท่นศิลาอาสน์ เมืองอุตรดิตถ์ (ทุ่งยั้ง) วัดมหาธาตุเมืองลพบุรี พิษณุโลก ชัยนาท<br />
สุพรรณบุรี จังหวัดเพชรบุรี ราชบุรี บานประตูวิหารวัดมหาธาตุ พิษณุโลก บานประตูวิหาร<br />
วัดพระแท่น อุตรดิตถ์ เป็นศิลปะสลักไม้ ศิลปะมุขที่งดงามที่สุดในสมัยพระองค์<br />
ในสมัยพระเจ้าบรมโกศ มีกวีในทางพระศาสนาที่มีชื่อเสียงอยู่มาก เช่น พระมหานาค<br />
วัดท่าทราย ได้นิพนธ์เรื่องปุณโณวาทคำฉันท์ และยอเกียรติพระเจ้าบรมโกศซึ่งปฏิสังขรณ์วัด<br />
พระพุทธบาท มีข้อความบางตอนที่ไพเราะมาก เช่น<br />
“ใบโพสุวรรณห้อย ระยานย้อยบรุงรัง<br />
ลมพัดกระดึงดัง เสนาะศัพทอลเวง<br />
เสียงดุจสังคีต อันดึงดีดประโคมเพลง<br />
เสียงเทพบรรเลง ระเรื่อยจับระบำถวาย”<br />
นอกจากนี้ ก็มีเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ หรือกรมขุนเสนาพิทักษ์ ที่ทรงนิพนธ์พระมาลัยคำ<br />
หลวง และนันโทปนันทสูตร<br />
สำหรับพระราชกรณียกิจในเรื่องบำรุงพุทธศาสนาที่สำคัญที่สุดในรัชสมัยนี้ ก็คือการตั้ง<br />
สมณวงศ์ในลังกาทวีป หรือการประดิษฐานสยามนิกายในลังกา ดังมีเรื่องเล่าไว้ว่า<br />
ในพุทธศตวรรษที่ ๒๒ เกาะลังกาต้องผจญกับสมัยสงครามเนืองๆ และยังถูกกดขี่จาก<br />
พวกโปรตุเกสห้ามมิให้นับถือพระพุทธศาสนา ตามบริเวณรอบชายแดนคงเหลือรัฐเอกราชอยู่<br />
ใจกลางเกาะที่พวกโปรตุเกสไปไม่ถึง พระสงฆ์ในลังกาจึงสูญวงศ์ลง เพราะไม่ได้อุปสมบทกัน<br />
ช้านาน มีแต่สามเณร และสามเณรรูปหนึ่งชื่อ สรณังกร ได้เพียรพยายามขวนขวายที่จะให้ฟื้น<br />
สมณวงศ์ขึ้นใหม่ในลังกา พระเจ้าเกียรติศิริราชสิงหะ กษัตริย์ลังกาในครั้งนั้น ได้ทรงพยายาม<br />
แสวงหาพระสงฆ์ต่างประเทศเข้ามาบวช ได้สอบถามพวกพ่อค้าพาณิชย์ว่าเคยเห็นเมืองใดที่มีคน<br />
นุ่งห่มเหลืองมากคับคั่ง พวกลูกค้าพากันชี้กรุงศรีอยุธยา (หมอแกมเฟอร์ซึ่งเคยเดินทางผ่านกรุง<br />
ศรีอยุธยาได้มีจดหมายเหตุว่า กรุงศรีอยุธยามีวัดราว ๒ พันวัด มีพระสงฆ์หลายหมื่นรูป)<br />
พระเจ้าลังกาจึงได้ส่งราชทูตมากรุงศรีอยุธยา ทูลขอคณะสงฆ์ไทยออกไป พวกทูตลังกา<br />
ได้เขียนจดหมายเหตุไว้ละเอียด พวกนี้ตื่นเต้นกับสภาพแวดล้อมของพระนครศรีอยุธยามาก<br />
บอกว่าจะแลไปทางไหนก็เห็นแต่ทอง คือ หลังคาโบสถ์ วัด และเจดีย์ล้วนเป็นทองทั้งนั้น พวกทูต<br />
ลังกามีโอกาสชมขบวนกฐินพยุหยาตรา และได้ขึ้นไปนมัสการพระพุทธบาท ที่สระบุรี พักอยู่ใน</p>
<p>พระนครปีเศษ ฝ่ายไทยได้มอบหน้าที่ให้สมเด็จพระสังฆราชวัดมหาธาตุเป็นผู้คัดเลือกพระสงฆ์ที่<br />
จะออกไปลังกา ได้พระอุบาลีเป็นหัวหน้าคณะ เมื่อคณะสงฆ์ไทยซึ่งได้ออกเดินทางไปไม่ไกลได้<br />
ถูกมรสุมพัดทำลายเรือเสียในอ่าวไทย ต้องขึ้นบกที่นครศรีธรรมราช พระเจ้าบรมโกศทรงท้อ<br />
พระหฤทัย แต่พวกทูตลังกาก็กราบทูลวิงวอนเนืองๆ พระองค์จึงให้คณะสงฆ์ไทยโดยสารเรือ<br />
กำปั่นฝรั่งโดยว่าจ้างให้เขานำส่งไปลังกา ในการเดินทางเที่ยวนี้คณะสงฆ์ไทยได้ถึงเกาะลังกา ใน<br />
ปี พ.ศ. ๒๒๙๖ พระเจ้าเกียรติศิริราชสิงหะได้นิมนต์พระอุบาลีไปจำพรรษาอยู่ ณ วัดบุปผาราม<br />
แล้วโปรดให้ทำพิธีผูกพัทธสีมาขึ้น คณะพระอุบาลีได้อุปสมบทสามเณรสรณังกรเป็นพระภิกษุ<br />
ลังการูปแรก แล้วอยู่จำพรรษาที่ลังกาประมาณ ๔ ปี ได้ดำเนินการอุปสมบทกุลบุตรชาวลังกา<br />
เป็นภิกษุสืบพุทธศาสนวงศ์ในประเทศศรีลังกา จำนวน ๖ พันกว่ารูป จนทำให้พระพุทธศาสนา<br />
กลับเจริญรุ่งเรืองในประเทศศรีลังกาอีกครั้ง จนถึงปัจจุบัน และเกิดนิกายของคณะสงฆ์ไทยขึ้น<br />
ในประเทศศรีลังกา ชื่อว่านิกายสยามวงศ์ หรืออุบาลีวงศ์ อันเป็นนิกายที่ใหญ่ที่สุดในศรีลังกา<br />
สืบมาจนทุกวันนี้ และพระอุบาลีนั้นได้ถึงแก่มรณภาพที่ลังกานั่นเอง<br />
ในปลายรัชสมัยของพระพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ไม่มีงานเด่นที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา<br />
นอกจากมีการทะเลาะวิวาทแย่งชิงราชสมบัติกัน มีการหนีเข้าไปบวช แต่ผู้ที่บวชแล้วก็สึกออกมา<br />
เป็นพระเจ้าแผ่นดิน และในที่สุดเมื่อสิ้นกรุงศรีอยุธยาก็จบลงด้วยความระส่ำระส่ายทั้งทางฝ่าย<br />
บ้านเมืองและฝ่ายพระศาสนา ถึงขนาดที่มีคนซึ่งพระจัดตั้งขึ้นเป็นกองทัพคือก๊กพระฝาง ความ<br />
เชื่อถือของคนในปลายสมัยอยุธยานี้กล่าวกันว่าหนักไปในด้านไสยศาสตร์ และเมื่อบ้านเมืองตก<br />
อยู่ในวิกฤติการณ์เช่นนั้น ก็มีพระบางรูปออกมาร่วมในกิจกรรมกู้ชาติบ้านเมืองกับพวกชาวบ้าน<br />
ด้วย เช่น พระอาจารย์ธรรมโชติ วัดเขานางบวช มาลงเลขยันต์ให้แก่ชาวหมู่บ้านบางระจัน ซึ่ง<br />
สามารถต่อสู้กับพม่าได้เป็นเวลาถึง ๙ เดือน ในด้านการทำศึกสงครามนั้นเล่า ก็ไปให้ความสำคัญ<br />
แก่ไสยศาสตร์ เช่น ให้อาจารย์ไสยศาสตร์เป็นผู้นำทัพ เมื่ออาจารย์ถูกยิงตาย กองทัพทั้งกองก็<br />
แตก อย่างคราวหนึ่ง ให้อาจารย์ฤกษ์ ซึ่งเป็นอาจารย์ไสยศาสตร์นำทัพเรือไปตีพม่าที่วัดภูเขาทอง<br />
พออาจารย์ฤกษ์ถูกยิงตาย ทหาร ๔ พันก็แตกหนีไปหมด เหตุการณ์ในการเสียกรุงอยุธยาครั้งนั้น<br />
พระพุทธเจดีย์และพระพุทธรูปต่างๆ ได้ถูกทำลายไปจำนวนมาก พระภิกษุสงฆ์ก็ถูกจับเป็นเชลย<br />
และกระจัดกระจายกันไปอยู่ในที่ต่างๆ เหตุการณ์ที่นับว่ากระทบกระเทือนต่อสถาบันศาสนามาก<br />
ในสมัยนั้น ก็คือ หลังจากกรุงศรีอยุธยาแตกแล้ว คนไทยได้รวมกลุ่มกันเป็นก๊กต่างๆ มีก๊กหนึ่งคือ<br />
ก๊กเจ้าพระฝาง ซึ่งเป็นพระราชาคณะตำแหน่งพระพากุลเถระ ได้รับแต่งตั้งเป็นพระสังฆราชเมือง<br />
ฝางในรัชสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ได้ตั้งตนขึ้นเป็นเจ้า โดยยังครองจีวรอยู่ แต่ใช้สีแดงย้อมจีวร<br />
ลงผ้าประเจียดแจกแก่บรรดาพระสงฆ์ แต่งตั้งพระสงฆ์ให้เป็นแม่ทัพนายกอง โดยแม่ทัพเอกชื่อว่า<br />
พระครูสิริมานนท์ คุมกองทัพพระสงฆ์ออกปล้นตีชิงทรัพย์สินราษฎรในเขตอิทธิพลของตนตั้งแต่<br />
เมืองอุตรดิตถ์ขึ้นไป ซึ่งสร้างความสะเทือนใจแก่อนุชนพุทธบริษัทเป็นอย่างมาก</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://buddhismayutthaya.com/36/%e0%b8%aa%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%9e%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b9%83.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>พระพุทธศาสนาสมัยธนบุรี (พ.ศ. ๒๓๑๐–๒๓๒๕)</title>
		<link>http://buddhismayutthaya.com/38/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9e%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%98%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%b5.html</link>
		<comments>http://buddhismayutthaya.com/38/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9e%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%98%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%b5.html#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 24 May 2011 10:42:01 +0000</pubDate>
		<dc:creator>dharma</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://buddhismayutthaya.com/?p=38</guid>
		<description><![CDATA[พระเจ้าตาก เป็นบุตรีของนายอากรจีน สกุล แซ่แต้ มารดาชื่อนกเอี้ยง เป็นคนไทย เกิดในพระนครศรีอยุธยา แผ่นดินพระเจ้าบรมโกศ บิดาได้ยกพระองค์ให้เป็นบุตรบุญธรรมของ เจ้าพระยาจักรี สมุหนายกสมัยแผ่นดินพระเจ้าบรมโกศ ต่อมาได้ถวายตนเป็นมหาดเล็กแล้ว ได้รับแต่งตั้งให้ขึ้นไปเป็นพระยาตาก มีความชอบได้เลื่อนขึ้นไปเป็นพระยาวชิรปราการ แต่ยัง ไม่ทันออกไปรับตำแหน่ง ก็เกิดศึกพม่า พระองค์ทรงมีพระอัธยาศัยห้าวหาญ มีความเสียสละ มาก ในการรบทุกครั้งได้เสด็จนำหน้าทหารเหมือนพระนเรศวร ครั้งหนึ่งต้องปืนข้าศึกที่เกยชัย นครสวรรค์ ก็รับสั่งให้พยุงพระองค์รุกไล่ข้าศึกต่อไป เมื่อเสด็จไปรบข้าศึกที่ท่าดินแดง พระ มารดาประชวรหนักจวนจะสิ้นชีวิตอยู่แล้ว ก็ยอมสละไปรบข้าศึกจนได้รับชนะ ภายหลังจากที่กรุงศรีอยุธยาสูญเสียเอกราชให้แก่พม่าในปีพุทธศักราช ๒๓๑๐ พระเจ้า ตาก ทรงกอบกู้เอกราชได้ในปลายปีเดียวกัน แล้วทรงสถาปนากรุงธนบุรีเป็นราชธานีแห่งใหม่เพราะพวกพม่าข้าศึกได้เผาทำลายบ้านเมืองจนเสียหายย่อยยับ แล้วยังล้างผลาญชีวิตคน ข่มขืนผู้ หญิงไทย เก็บเอาทรัพย์สมบัติ กวาดต้อนประชาชนแม้กระทั่งพระสงฆ์ไปเป็นเชลยจำนวนมาก วัดวาอารามถูกเผาทำลาย พุทธเจดีย์ และพระไตรปิฎกอันเป็นหลักฐานทางพระพุทธศาสนา ได้รับความเสียหายอย่างมากมาย พระองค์จึงจำต้องย้ายราชธานีมาตั้ง ณ เมืองธนบุรี ซึ่งเป็นยุค ที่เริ่มฟื้นฟูบ้านเมืองขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อจัดตั้งราชธานีแห่งใหม่เสร็จแล้ว พระองค์ได้โปรดให้พวก ข้าราชอำมาตย์ปรับปรุงฟื้นฟูพระพุทธศาสนาทันที นับตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๓๑๑ โดยมีพระราชดำริ &#8230; <a class="read-excerpt" href="http://buddhismayutthaya.com/38/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9e%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%98%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%b5.html">Continue reading <span class="meta-nav">&#187;</span></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>พระเจ้าตาก เป็นบุตรีของนายอากรจีน สกุล แซ่แต้ มารดาชื่อนกเอี้ยง เป็นคนไทย<br />
เกิดในพระนครศรีอยุธยา แผ่นดินพระเจ้าบรมโกศ บิดาได้ยกพระองค์ให้เป็นบุตรบุญธรรมของ<br />
เจ้าพระยาจักรี สมุหนายกสมัยแผ่นดินพระเจ้าบรมโกศ ต่อมาได้ถวายตนเป็นมหาดเล็กแล้ว<br />
ได้รับแต่งตั้งให้ขึ้นไปเป็นพระยาตาก มีความชอบได้เลื่อนขึ้นไปเป็นพระยาวชิรปราการ แต่ยัง<br />
ไม่ทันออกไปรับตำแหน่ง ก็เกิดศึกพม่า พระองค์ทรงมีพระอัธยาศัยห้าวหาญ มีความเสียสละ<br />
มาก ในการรบทุกครั้งได้เสด็จนำหน้าทหารเหมือนพระนเรศวร ครั้งหนึ่งต้องปืนข้าศึกที่เกยชัย<br />
นครสวรรค์ ก็รับสั่งให้พยุงพระองค์รุกไล่ข้าศึกต่อไป เมื่อเสด็จไปรบข้าศึกที่ท่าดินแดง พระ<br />
มารดาประชวรหนักจวนจะสิ้นชีวิตอยู่แล้ว ก็ยอมสละไปรบข้าศึกจนได้รับชนะ<br />
ภายหลังจากที่กรุงศรีอยุธยาสูญเสียเอกราชให้แก่พม่าในปีพุทธศักราช ๒๓๑๐ พระเจ้า<br />
ตาก ทรงกอบกู้เอกราชได้ในปลายปีเดียวกัน แล้วทรงสถาปนากรุงธนบุรีเป็นราชธานีแห่งใหม่<span id="more-38"></span>เพราะพวกพม่าข้าศึกได้เผาทำลายบ้านเมืองจนเสียหายย่อยยับ แล้วยังล้างผลาญชีวิตคน ข่มขืนผู้<br />
หญิงไทย เก็บเอาทรัพย์สมบัติ กวาดต้อนประชาชนแม้กระทั่งพระสงฆ์ไปเป็นเชลยจำนวนมาก<br />
วัดวาอารามถูกเผาทำลาย พุทธเจดีย์ และพระไตรปิฎกอันเป็นหลักฐานทางพระพุทธศาสนา<br />
ได้รับความเสียหายอย่างมากมาย พระองค์จึงจำต้องย้ายราชธานีมาตั้ง ณ เมืองธนบุรี ซึ่งเป็นยุค<br />
ที่เริ่มฟื้นฟูบ้านเมืองขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อจัดตั้งราชธานีแห่งใหม่เสร็จแล้ว พระองค์ได้โปรดให้พวก<br />
ข้าราชอำมาตย์ปรับปรุงฟื้นฟูพระพุทธศาสนาทันที นับตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๓๑๑ โดยมีพระราชดำริ<br />
ว่าพระสงฆ์ของไทยในขณะนั้นยังบกพร่องเรื่องศีลหรือพระวินัยอยู่เป็นอันมาก เพราะสภาพ<br />
สงคราม ดังนั้น จึงมีรับสั่งให้สืบหาพระสงฆ์ที่ทรงคุณธรรมทั่วทุกหนทุกแห่ง โดยให้มาประชุม<br />
กัน ณ วัดบางหว้าใหญ่ (วัดระฆังโฆสิตาราม) และคณะสงฆ์ได้พร้อมใจกันเลือกพระอาจารย์ดี<br />
วัดประดู่ แห่งกรุงศรีอยุธยาให้รับตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช องค์แรกในสมัยกรุงธนบุรี<br />
สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้ทรงอุปถัมภ์พระพุทธศาสนาเป็นอย่างดี และโปรดให้<br />
รวบรวมพระไตรปิฎกจากที่ต่างๆ มาเก็บรักษาไว้ด้วย พร้อมทั้งทรงสนับสนุนปัจจัย ๔ แก่<br />
พระภิกษุสามเณรที่ตั้งใจเล่าเรียนพระไตรปิฎก และทรงขอร้องให้พระภิกษุสงฆ์ตั้งมั่นอยู่ในพระ<br />
ธรรมวินัย หากขัดข้องสิ่งใดพระองค์จะจัดการอนุเคราะห์ให้ ในตอนปลายรัชสมัย พระองค์ได้<br />
ทรงสนพระทัยในการปฏิบัติสมถ-วิปัสสนากรรมฐานเป็นพิเศษ จนสวรรคตเมื่อ พ.ศ. ๒๓๒๕</p>
<h2>จบ ประวัติความสำคัญของการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ตอน ๑</h2>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://buddhismayutthaya.com/38/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9e%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%98%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%b5.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

